thansettakij
thansettakij
กกพ.วัดใจรัฐ-ปตท.ใส่เงิน 8.7 พันล้านยืดหนี้ กฟผ.ลดค่าไฟ

กกพ.วัดใจรัฐ-ปตท.ใส่เงิน 8.7 พันล้านยืดหนี้ กฟผ.ลดค่าไฟ

26 ธ.ค. 65 | 05:16 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ธ.ค. 65 | 12:37 น.

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรหรือเอฟที ประจำงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 สำหรับเรียกเก็บบ้านอยู่อาศัยที่ลงทะเบียนราว 24 ล้านมิเตอร์ หรือประมาณ 28% โดยจะยังคงตรึงค่าเอฟทีอยู่ที่อัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย

ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น อาทิ ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ ค่าเอฟทีจะปรับขึ้นไปอยู่ที่อัตรา 190.44 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยอยู่ในระดับเท่าเดิมที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นจะมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย

 

การปรับขึ้นค่าเอฟทีในรอบนี้ มาจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี ที่มีราคาแพงมาทดแทนเพิ่มขึ้น รวมทั้งปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและก๊าซธรรมชาติ จากเมียนมาที่ลดลง อีกทั้งต้องทยอยจ่ายคืนหนี้ค่าเอฟทีคืนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บางส่วนราว 33 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาทต่องวด เพื่อให้ได้รับเงินคืนครบภายในเวลา 2 ปี ขณะที่กฟผ.ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 101,881 ล้านบาท

กกพ.วัดใจรัฐ-ปตท.ใส่เงิน 8.7 พันล้านยืดหนี้ กฟผ.ลดค่าไฟ

 

กกพ.ชี้ให้เห็นว่า การปรับขึ้นค่าเอฟทีรอบนี้ เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.) ที่ต้องการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าช่วงวิกฤตราคาพลังงานให้กับกลุ่มเปราะบางในระยะสั้น โดยให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการจัดสรรก๊าซธรรมชาติหลังโรงแยกก๊าซฯ นำไปผลิตไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเป็นลำดับแรก ในปริมาณที่ไม่เพิ่มภาระอัตราค่าไฟฟ้าจากปัจจุบัน

 

รวมทั้งให้ ปตท. คิดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในระดับราคาเดียวกับที่ใช้ประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรปรับอัตราค่าเอฟที ร่วมกับแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน เช่น เพิ่มการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทดแทนการนำเข้า LNG ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกและความสามารถในการขนส่งน้ำมันดีเซลให้กับโรงไฟฟ้า ที่ประมาณการว่าจะต้องใช้มากกว่า 400 ล้านลิตรต่อเดือน จากเดิม 250 ล้านลิตรต่อเดือน

 

การเพิ่มปริมาณก๊าซในอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้า แล้วส่งมาผลิตไฟฟ้า เพื่อทดแทนการลดลงของก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มเป็น 45% เมียนมา 17% และแอลเอ็นจี 38%

อีกทั้ง ได้ปรับปรุงสมมุติฐานราคานำเข้า LNG Spot อ้างอิงตามแนวโน้มที่ดีขึ้นจากเดิม 1,369 บาทต่อล้านบีทียู หรือ 37 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้าบีทียู ลดลงมาอยู่ที่ 1,169 บาทต่อล้านบีทียู หรือ 31.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และนำเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 4 ที่ปลดระวางแล้วมาเดินเครื่องใหม่ เป็นต้น

 

การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ประมาณการราคา Pool Gas ลดลงจาก 552 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 493 บาทต่อล้านบีทียู เมื่อคำนวณโดยแบ่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหลังโรงแยกฯ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าให้บ้านอยู่อาศัยก่อน ทำให้บ้านอยู่อาศัยสามารถใช้ก๊าซในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียู และจัดสรรก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยส่วนที่เหลือรวมกับก๊าซจากเมียนมาและ LNG สำหรับผู้ใช้ก๊าซรายอื่นๆ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียู ทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิม

 

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินงานครั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มเปราะบางรับภาระค่าไฟฟ้าให้น้อยที่สุด ขณะที่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรียกร้องให้ชะลอการชำระคืนหนี้กฟผ.ดังกล่าวออกไปก่อน หากทางรัฐบาลหาแนวทางช่วยเหลือกฟผ.ให้เลื่อนการนำภาระหนี้มาคำนวณค่าไฟฟ้าออกไปได้ ก็จะส่งให้ค่าเอฟทีปรับลดลงได้อีก

 

ส่วนการขอความร่วมมือจาก ปตท.ให้จัดสรรรายได้จากการดำเนินธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ 1,500 ล้านบาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย. 2566) หรือวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท ตามมติกพช.เพื่อช่วยเหลือส่วนลดค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน จะต้องรอความชัดเจนว่าปตท. จะอนุมัติจัดสรรงบดังกล่าวเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณจากรัฐอีก 2,700 ล้านบาท หากมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2565 นี้ ก็จะสามารถปรับลดค่าไฟฟ้าได้ทันภายในงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2566 ได้ทันที

 

ขณะที่แนวโน้มค่าเอฟทีงวดพ.ค.-ส.ค.66 ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการก๊าซฯในอ่าวไทยว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากน้อยเพียงใด เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพง รวมถึงการจัดหาน้ำมันดีเซลการผลิตไฟฟ้าที่จะมาทดแทนแอลเอ็นจี มากน้อยเพียงใดด้วย รวมไปถึงนโยบายภาครัฐว่าจะจัดสรรงบประมาณหรือแนวทางใดๆ ในการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากงวดนี้หรือไม่ หากไม่มีมาตรการใดๆค่าไฟฟ้าก็จะประกาศเป็นอัตราเดียวในช่วงดังกล่าว

 

“ต้องยอมรับภาวะราคาเชื้อเพลิงที่แพงและผันผวนต่อเนื่อง ผสมโรงกับปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขาดช่วง จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปี 2566 ยังเป็นขาขึ้น รวมทั้งการดูแลสภาพคล่องทางการเงินของ กฟผ.ที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็น เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพ ด้วยทางเลือกที่จำกัด ประกอบกับการยืดเยื้อข้อขัดแย้งรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อใด ทำให้รัฐบาลต้องเลือกดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ หรือภาคอุตสาหกรรม ถึงแม้จะแบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูง แต่สามารถผลักภาระต้นทุนไปขึ้นราคาสินค้าได้”

 

ทั้งนี้ กกพ. คาดการณ์ว่า ค่าไฟฟ้าน่าจะปรับตัวลงหลังจากปี 2566 ไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า ผู้รับสัมปทานแหล่งก๊าซเอราวัณรายใหม่ จะเร่งรัดขุดเจาะเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้กลับมาสู่ระดับเดิมได้เร็วแค่ไหน เมื่อถึงเวลานั้นคาดว่าค่าไฟฟ้าก็น่าจะปรับตัวสู่ขาลงได้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม กกพ.กำลังมองหาแนวทางการลดค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะทำเรื่องเสนอ กพช.ให้พิจารณา ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่ผ่านโรงแยกก๊าซฯของปตท. มาคิดเป็นราคาก๊าซฯก่อนเข้าโรงแยกก๊าซฯ ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซฯปรับตัวลดลงได้มาก ส่งผลต่อราคา Pool Gas ลดลงโดยรวม อันจะเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้ ส่วนจะนำมาลดค่าไฟฟ้าให้กลุ่มประเภทใดได้บ้างนั้น ขึ้นอยู่ที่รัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณา

 

หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,847 วันที่ 25 - 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565