น้ำมันดีเซลยังไม่ลดราคา สุพัฒนพงษ์ลั่นยังไม่ถึงเวลา

07 ธ.ค. 2565 | 01:11 น.

น้ำมันดีเซลยังไม่ลดราคา สุพัฒนพงษ์ลั่นยังไม่ถึงเวลา แม้ราคาตลาดโลกจะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตรเป็นการชดเชย

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จะยังไม่มีการลดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศเวลานี้ โดยยังคงตรึงราคาเอาไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร  แม้ราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกจะมีแนวโน้มลดลง ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถเรียกเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนได้ประมาณ 3 บาทต่อลิตร

 

ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตรเป็นการชดเชย โดยมองว่าราคาขายปลีกดีเซลของไทยที่ 34.94 บาทต่อลิตร ยังไม่แพงมากอยู่ในอันดับ 3-4 เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าอยู่ในวิสัยที่ประคับประคองได้ ระหว่างนี้จึงยังไม่มีการปรับราคาขายปลีกดีเซลลงได้ 

 

และยังคงต้องติดตามราคาตลาดโลกอีกสักระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อภาระในอนาคต พร้อมอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลต่างๆ ประกอบการพิจารณาของขวัญปีใหม่ 2566 ให้ประชาชน ซึ่งจะมีความชัดเจนในเร็ววันนี้

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้องเพลิง ณ วันที่ 4 ธ.ค.2565 ยังคงติดลบ 129,426 ล้านบาท แบ่งเป็น

 

  • บัญชีน้ำมันติดลบ 87,237 ล้านบาท 
  • บัญชีก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ติดลบ 44,189 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้กระทรวงพลังงาน และกองทุนกำลังติดตามสถานการณ์ทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอย่างใกล้ชิด หลังกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและพันธมิตร(โอเปกพลัส) ยังคงกำลังการผลิตน้ำมันอยู่ที่ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอยู่ที่ 30 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้นหลังอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงฤดูหนาว
 

ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) งวด ม.ค.- เม.ย. 66 นั้น ต้องรอความชัดเจนผลการหารือระหว่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ก่อน โดย กกพ.จะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเร็วนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือ

 

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ช่วยกันทำ คือ พยายามลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า หาเชื้อเพลิงทุกประเภทที่ถูกลงกว่าแอลเอ็นจี โดยเชื่อว่า กกพ.คงจะเตรียมประกาศค่าเอฟทีเร็วนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ม.ค.2566 หรืองวดเดือนม.ค.-เม.ย.2566 

 

โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานจะได้รวบรวมข้อมูลและปัจจัยต่างๆ นำไปคำนวณมาตรช่วยเหลือภาคครัวเรือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็จะหาแนวทางที่บรรเทาผลกระทบให้ได้มากที่สุดจากการปรับขึ้นค่าเอฟที