thansettakij
thansettakij
เอลนีโญส่อแรงปลายปี 69 เสี่ยงฝนน้อย น้ำต้นทุนปี 70 ตึงตัว

เอลนีโญส่อแรงปลายปี 69 เสี่ยงฝนน้อย น้ำต้นทุนปี 70 ตึงตัว

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช เตือนเอลนีโญมีรุนแรงขึ้นช่วงปลายปี 69 NOAA ประเมินโอกาสเกิดระดับรุนแรงมากกว่า 90% ในช่วง ก.ย.-ธ.ค. เสี่ยงฝนน้อยช่วงเติมน้ำเข้าเขื่อน กระทบน้ำต้นทุนปี 2570 เพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ไฟป่า PM2.5

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570
  • ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการเติมน้ำเข้าเขื่อน มีความเสี่ยงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยจะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ
  • ภาวะฝนน้อยอาจส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในปี 2570 อยู่ในภาวะตึงตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและไฟป่า
  • อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงกว่าปกติในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความต้องการใช้น้ำและซ้ำเติมปัญหาภัยแล้ง

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ผ่าน Facebook Witsanu Attavanich ระบุว่า เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี 2569 โดยเดือน ก.ย.-ต.ค. 2569 เป็นช่วงที่น่าจับตา เนื่องจากหลายพื้นที่เสี่ยงฝนน้อยในช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าเขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง

หากฝนปลายฤดูต่ำกว่าปกติ อาจทำให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัว เนื่องจากตั้งแต่เดือน พ.ย. เป็นต้นไป ไทยตอนบนจะเข้าสู่ฤดูแล้งและมีโอกาสเติมน้ำลดลงมาก ขณะที่ภาคใต้ต้องรับมือทั้งฝนน้อยในช่วงต้น และฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมเมือง

ขณะเดียวกัน ช่วง ก.ย. 2569-ก.พ. 2570 ไทยมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าปกติในระดับสูง และแนวโน้มความร้อนอาจต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูร้อนปี 2570 เพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง การใช้น้ำที่สูงขึ้น ไฟป่า การเผา และปัญหา PM2.5

เอลนีโญเร่งกำลัง จ่อรุนแรงสูงสุดปลายปี 69

ผลพยากรณ์จาก ECMWF ชี้ว่า เอลนีโญมีแนวโน้มเร่งกำลังขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2569-ต้นปี 2570 ก่อนอ่อนกำลังลงตั้งแต่ประมาณเดือน มี.ค.-เม.ย. 2570 อย่างไรก็ตาม ความอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจยังต่อเนื่องถึงกลางปี 2570

ขณะที่ข้อมูลจาก BoM ชี้ว่า ดัชนี IOD มีแนวโน้มขยับเป็นบวกในช่วง ส.ค.-ธ.ค. 2569 แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยหาก positive IOD เกิดขึ้นพร้อมกับเอลนีโญ จะเพิ่มความเสี่ยงให้อินโดนีเซียและบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฝนน้อยและแห้งกว่าปกติ

ด้าน NOAA CPC คาดการณ์ว่าอุณหภูมิในพื้นที่ Nino3.4 จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มแตะระดับสูงมากในช่วงปลายปี 2569 ขณะที่ Relative Nino3.4 ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน สะท้อนว่าการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางเด่นกว่าระดับอุณหภูมิพื้นฐาน

NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญเกือบ 100% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง ก.ค.-ก.ย. 2569 ถึง ม.ค.-มี.ค. 2570 ก่อนลดลงในช่วงต้นถึงกลางปี 2570 ส่วนระดับความรุนแรงมีสัญญาณน่ากังวลมากขึ้น โดยโอกาสเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่า 90% ในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 2569 โดยสูงสุดประมาณ 95% ในช่วง ต.ค.-ธ.ค. 2569 ก่อนทยอยลดลงในปี 2570

จับตาฝนน้อย ก.ย.-ต.ค. กระทบน้ำต้นทุน

ค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์จากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลก ชี้ว่าในช่วง ก.ย.-ต.ค. 2569 พื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยมีแนวโน้มฝนน้อยกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณฝนน้อยปรากฏในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ช่วงดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเติมน้ำเข้าเขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง หากพลาดฝนช่วงปลายฤดู อาจทำให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัว อย่างไรก็ตาม ฝนรวมที่ต่ำกว่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม โดยภาคใต้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงฝนมากยังต้องเตรียมรับมือทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมควบคู่กัน

สำหรับช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2569 ไทยตอนบนส่วนใหญ่มีแนวโน้มฝนใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มฝนมากกว่าปกติ จึงต้องระวังฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมเมือง โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

แม้ไทยตอนบนจะมีฝนใกล้เคียงค่าปกติในช่วงดังกล่าว แต่จะเข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว จึงยังต้องบริหารน้ำต้นทุนอย่างระมัดระวัง

ต้นปี 70 น้ำตึง ภัยแล้ง-ไฟป่า-ฝุ่นจ่อ

ในช่วง ม.ค.-ก.พ. 2570 ไทยตอนบนแม้มีแนวโน้มฝนใกล้เคียงค่าปกติ แต่เนื่องจากเป็นฤดูแล้ง ฝนจะช่วยเติมน้ำได้น้อย หากน้ำเข้าเขื่อนในช่วงปลายฤดูฝนปี 2569 ต่ำ จะเริ่มเห็นความตึงตัวของน้ำชัดเจนขึ้น

ขณะที่ภาคใต้บางพื้นที่มีสัญญาณฝนน้อย และเมื่อประกอบกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ จึงต้องเตรียมรับมือภัยแล้ง ภัยร้อน ไฟป่า และ PM2.5 ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนปี 2570

ข้อมูลจาก IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง ก.ย.-ธ.ค. 2569 หลายพื้นที่ของไทยมีโอกาสฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณเด่นอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้บางส่วนก็มีพื้นที่เสี่ยงฝนน้อย

ประเด็นดังกล่าวน่ากังวล เนื่องจาก ก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงสำคัญของฤดูฝนและการเติมน้ำเข้าเขื่อน หากพื้นที่ต้นน้ำมีฝนต่ำกว่าปกติ จะทำให้น้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งปี 2570 ตึงตัว แม้ช่วง พ.ย. 2569-ม.ค. 2570 สัญญาณฝนผิดปกติในไทยตอนบนจะลดลง แต่โอกาสเติมน้ำกลับเข้าสู่ระบบก็ลดลงเช่นกัน จึงควรวางแผนน้ำข้ามปีตั้งแต่ช่วงนี้

อุณหภูมิสูง เพิ่มความเสี่ยง PM2.5

IRI คาดการณ์ว่า ตั้งแต่ช่วง ก.ย. 2569-ก.พ. 2570 เกือบทั้งประเทศมีความน่าจะเป็นสูงมากที่อุณหภูมิเฉลี่ยราย 3 เดือนจะสูงกว่าค่าปกติ

อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเพิ่มการระเหยและความต้องการใช้น้ำ รวมถึงสร้างความเครียดต่อพืช ปศุสัตว์ และสุขภาพประชาชน ขณะที่แม้เอลนีโญจะขึ้นถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2569 แต่ผลกระทบด้านความร้อนอาจต่อเนื่องถึงปี 2570

หากความร้อนเกิดขึ้นพร้อมกับภัยแล้ง ความเสี่ยงไฟป่า การเผาพื้นที่เกษตร และ PM2.5 ก็จะเพิ่มขึ้น

5 แนวทางรับมือ

รศ.ดร.วิษณุเสนอแนวทางรับมือ 5 ด้าน ได้แก่ บริหารน้ำข้ามปีตั้งแต่ตอนนี้ ใช้ฉากทัศน์ฝนหลายระดับ กำหนดเป้าหมายน้ำต้นทุนและแผนจัดสรรน้ำปี 2570 ก่อนสิ้นฤดูฝน ใช้ระบบเตือนภัยล่วงหน้าเชิงพื้นที่ เชื่อมข้อมูลฝน ความชื้นดิน น้ำในอ่าง อุณหภูมิ และจุดความร้อน เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ภัยร้อน และไฟป่าล่วงหน้า ปรับแผนการผลิตภาคเกษตรให้สอดคล้องกับน้ำ แจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้า ปรับปฏิทินการเพาะปลูก ลดพืชใช้น้ำมาก และสนับสนุนพันธุ์ทนแล้งหรือระบบประหยัดน้ำ บูรณาการภัยแล้ง ภัยร้อน และ PM2.5 เป็นแผนเดียวกัน เร่งจัดการเศษวัสดุเกษตร สร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดการเผา จัดการเชื้อเพลิงในป่า และเพิ่มศักยภาพการดับไฟอย่างรวดเร็ว

ปกป้องกลุ่มเปราะบางก่อนเกิดวิกฤต เตรียม Heat Action Plan ห้องปลอดฝุ่น ระบบเตือนภัย และมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงสำหรับเกษตรกรรายย่อย แรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย

รศ.ดร.วิษณุระบุว่า การใช้งบประมาณเพื่อป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย จะคุ้มค่ากว่าการรอชดเชยหลังเกิดภัย พร้อมแนะนำให้ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลพยากรณ์ใหม่จะมีความแม่นยำสูงกว่าผลพยากรณ์เก่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา