thansettakij
thansettakij
อดีตกรรมกา กสทช. เผย วิกฤตลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ทำไมคนไทยอาจไม่ได้ดูฟรี พร้อมแนะทางออก

อดีตกรรมกา กสทช. เผย วิกฤตลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ทำไมคนไทยอาจไม่ได้ดูฟรี พร้อมแนะทางออก

25 พ.ค. 69 | 23:30 น.

'นที ศุกลรัตน์' อดึตกรรมการ กสทช. ชี้บอลโลกหลุดโผ Must Have แล้ว สำนักงาน กสทช. ไม่มีกฎหมายรองรับให้จ่ายเงินแทนเอกชน เสนอใช้ยุทธวิธี "พร้อมใจไม่ดู" บีบสปอนเซอร์โลกตีกลับฟีฟ่าลดราคาเอง

KEY

POINTS

  • สาเหตุหลักที่คนไทยอาจไม่ได้ดูบอลโลกฟรี เพราะ กสทช. ได้ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have ทำให้ไม่มีเหตุผลที่จะใช้เงินส่วนรวมมาสนับสนุน
  • การแทรกแซงทางการเมืองในอดีตที่รับประกันว่าจะซื้อลิขสิทธิ์เพื่อหาเสียง ทำให้ไทยเสียอำนาจต่อรองกับฟีฟ่าซึ่งตั้งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • ข้อเสนอแนะคือให้ไทย "อดทน" ไม่ซื้อลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฟีฟ่าและสปอนเซอร์ต้องกลับมาทบทวนราคาเอง โดยอ้างเหตุผลเรื่องเวลาถ่ายทอดสดที่ดึกและทีมชาติไทยไม่ได้ร่วมแข่งขัน

พันเอกนที ศุกลรัตน์ อดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า  วิกฤตลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก: ทำไมคนไทยอาจไม่ได้ดูฟรี และ "ทางออก" หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมคนไทยถึงอาจจะไม่ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีอีกต่อไป?

คำตอบ

  • มาจากความจริงที่ว่า ฟีฟ่า มุ่งสร้างรายได้เพิ่มตลอดเวลา ฟรีทีวีไม่มีเงินพอซื้อลิขสิทธิ์ และ ราคาแพงเกินกว่าที่การเมืองจะผลักดันในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กสทช. ได้ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have แล้ว

เจตนารมณ์ที่ถูกบิดเบือน ของกฎ "Must Have"

ในฐานะที่ผมเคยเป็นผู้ผลักดันกฎนี้สมัยอยู่ กสทช. เป้าหมายที่แท้จริงคือ "การลดการแข่งขันกันเองของเอกชน" เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของเราให้ได้ราคาที่เหมาะสม

 

กีฬาระดับโลกอื่นไม่เคยมีปัญหา ปัญหามักกระจุกตัวอยู่ที่ฟุตบอลโลกเพียงรายการเดียว สาเหตุหลักคือ "การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง" ที่มักรีบการันตีล่วงหน้าเพื่อหาเสียง ท่าทีนี้ทำให้ฟีฟ่ารู้ทันทีว่าไทย "ต้องซื้อแน่ๆ" อำนาจต่อรองเราจึงเหลือศูนย์

กฎนี้ทำหน้าที่ป้องกันเอกชนแย่งกันซื้อได้ดีแล้ว หากเรากล้าตัดสินใจ "ไม่ซื้อ" ถ้าราคาแพงไป นั่นต่างหากคือจุดสำคัญที่จะเกิดการต่อรอง

บอลโลก 2026

ความเข้าใจผิดตัวโตๆ: Must Have ไม่ได้แปลว่า "ต้องจ่าย"แม้รายการจะอยู่ในลิสต์ Must Have ก็ไม่ได้แปลว่า กสทช. ต้องควักเงินจ่ายให้เสมอไป

หากประเมินแล้วว่าประโยชน์สาธารณะไม่คุ้มค่า กสทช. ก็มีสิทธิ์ "ไม่สนับสนุน"

ความตลกร้ายคือ... ตอนนี้ฟุตบอลโลกถูกถอดออกจากลิสต์ไปแล้ว นั่นแปลว่า กสทช. ไม่มีเหตุผลหรือความชอบธรรมใดๆ รองรับเลยที่จะเอาเงินภาษีส่วนรวมไปอุดหนุน!

 ถอดบทเรียนเวียดนาม: กล้าที่จะ "ไม่ดู"

เพื่อนบ้านเรามีหลักการที่น่าสนใจมากครับ รัฐบาลเขาไม่ก้าวก่าย และปล่อยให้สถานีโทรทัศน์ (VTV) เจรจารายเดียว

ปี 2018: เจรจายืดเยื้อจนฟีฟ่าต้องยอมลดราคา ปิดดีลได้ก่อนเตะแค่ 7 วัน

ปี 2022: ใช้แผนเดิม ปิดดีลได้ก่อนเริ่มงานแค่ 3 สัปดาห์

เวียดนามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมจะ "ไม่ดู" หากถูกเอาเปรียบ กติกาจะดีแค่ไหน ถ้าคนใช้ไม่เข้าใจวิธีใช้ ก็ไร้ประโยชน์

ถึงเวลาต้อง "อดทน" ดัดหลังฟีฟ่า

นโยบายสาธารณะที่ดีต้องไม่เปลี่ยนไปมาตามใจการเมือง การบีบให้เอกชนลงขันโดยมีรัฐหรือ กสทช. หนุนหลัง จะยิ่งทำให้เราเสียอำนาจต่อรองในระยะยาว

ผมขอเสนอว่า ครั้งนี้เราควรยอม "อดทนซักรอบ" ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ:

  •  เวลาถ่ายทอดสดตรงกับฝั่งอเมริกา ซึ่งดึกมากสำหรับคนไทย

 ทีมชาติไทยไม่ได้เข้าไปร่วมแข่งขัน

  •  ประเทศเรามีเรื่องจำเป็นอื่นที่ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า

หากเรานิ่งพอ แรงกดดันจะตีกลับไปที่ฟีฟ่าและสปอนเซอร์ระดับโลก (Adidas, Coca-Cola, Visa) ที่ไม่อยากเสียพื้นที่โฆษณาในไทยไป และท้ายที่สุด ฟีฟ่าจะต้องเป็นฝ่ายกลับมาทบทวนราคาให้เราเอง

สำหรับ ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตกรรมการ กสทช. เป็นบุคลที่ขับเคลื่อน ประมูลคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ตามกฎหมาย ทีวีดิจิทัล 24 ช่อง เมื่อปี 2556 การประมูลคลื่นความถี่รอบนั้นได้เงินประมูลมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 50,862 ล้านบาท.