
'ธนัชวิชญ์ แทรเวล' ไม่ทน! ทวงหนี้งานขนส่งซีเกมส์กว่า 33 ล้าน ยังได้ไม่ครบ
ผู้บริหารธนัชวิชญ์ แทรเวล ไม่ทน! บุกร้องสื่อเครือเนชั่น ทวงหนี้ค้างจ่ายงานระบบขนส่ง "มหกรรมซีเกมส์ 2025" กว่า 33 ล้านบาท เผยเบื้องหลังงบงอกเพราะช่วยแก้ช่วยปัญหาหน้างานแทน แต่กลับถูก "บริษัทตัวกลาง" เบี้ยวจ่าย ระบุเงื่อนไขใช้รถไม่เกิน 3,298 เที่ยว แต่ของจริงใช้รถเกินกว่า 7,600 เที่ยว
จากกรณีความขัดแย้งในโครงการจัดจ้างบริการขนส่งมวลชนในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงปลายปี 2568
ล่าสุดวันนี้(30เม.ย.69) นพ.ธนัช เงินประเสริฐศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนัชวิชญ์ แทรเวล กรุ๊ป จำกัด ได้เข้าร้องเรียนกับฐานเศรษฐกิจและสื่อในเครือเนชั่น พร้อมกับเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกต่อสื่อมวลชนถึงปัญหาการค้างชำระเงินมหาศาลในการเข้ารับงานระบบขนส่งซีเกมส์ 2025 ครั้งที่ผ่านมา
นพ.ธนัช ระบุว่า บริษัทธนัชวิชญ์มีประสบการณ์ดูแลงานระดับโลกที่จัดในประเทศไทยมามากมาย ทั้งการประชุม APEC และ Honda LPGA โดยมีรถในเครือข่ายกว่า 250 คัน สำหรับงานซีเกมส์ครั้งนี้ บริษัทได้รับการติดต่อจาก "บริษัทตัวกลาง" แห่งหนึ่ง ที่ได้รับงานต่อจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อดูแลระบบขนส่งทั้งหมด
โดยในตอนแรกมีการเสนอราคาอยู่ที่ประมาณ 73 ล้านบาท แต่ถูกตัวกลางต่อรองจนเหลือ 27,765,050 บาท ภายใต้เงื่อนไขการใช้รถไม่เกิน 3,298 เที่ยว ในรูปแบบ Shuttle Bus หรือรถหมุนเวียนเพื่อประหยัดงบประมาณ
แฉยับ! ระบบบริหารจัดการล่มสลายตั้งแต่วันแรก
นพ.ธนัช กล่าวว่า ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อแผนงานที่วางไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ พร้อมยกตัวอย่างพื้นที่พาวิลเลียน (Pavilion) สำหรับรับรองนักกีฬาที่สนามบินสุวรรณภูมิ สร้างเสร็จเพียง 2 วันก่อนพิธีเปิด ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1-7 ธันวาคม 2568 ไม่มีพื้นที่ให้นักกีฬาและสื่อมวลชนหลายร้อยคนรอรถ การกีฬาแห่งประเทศไทยและตัวกลางต้องแก้ปัญหาโดยใครมาก็ต้องเอารถไปรับทันที ถ้าไม่เช่นนั้นจะเกิดดราม่าว่าเราไม่มีความพร้อมแน่
"ระบบบัตร ID Card ก็มีปัญหา ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นใคร ทำให้ต้องจัดรถรับส่งรายบุคคลหรือรายกลุ่มย่อยทันทีเพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศ จากแผนเดิมที่วางไว้เพียง 560 เที่ยวในสนามบิน กลับพุ่งสูงขึ้นเกือบ 2,000 เที่ยว หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว" นพ.ธนัช กล่าว
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ยอดการใช้รถพุ่งสูงถึง 7,609 เที่ยว จากเดิม 3,298 เที่ยว คือการเปลี่ยนรูปแบบจาก Shuttle Bus เป็นรถประจำ (Fixed) ตามความต้องการของสมาคมกีฬาต่างๆ รวมถึงการเพิ่มเที่ยวรถด้วยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งยืนยันว่าได้แจ้งไปยังบริษัทตัวกลางและ กกท. ตลอดเวลาว่า "โควต้าเเที่ยวรถหมดลงตั้งแต่วันพิธีเปิด (9 ธ.ค.) แล้ว" แต่ได้รับคำยืนยันให้เดินหน้าต่อเพื่อความสำเร็จของงาน และสัญญาว่าจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มให้ภายหลัง
ผู้บริหารธนัชวิชญ์ แทรเวล กล่าวว่า ปัจจุบันยอดหนี้ค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ และค่าล่วงเวลา (OT) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 33,128,965 บาท แต่บริษัทตัวกลางกลับส่งหนังสือผ่านทนายความยืนยันจะจ่ายเพียงยอดเดิม 27 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นสัญญา "เหมาเบ็ดเสร็จ"
"ความมืออาชีพสำคัญมาก แต่สิ่งที่ผมได้รับทำให้รู้สึกผิดหวังกับระบบและผู้หลักผู้ใหญ่ จากตอนแรกเรามีความภาคภูมิใจมากในการรับงานซีเกมส์ระดับชาติ จนวันนี้เราไม่รู้สึกใดๆกับซีเกมส์"
สรุปยอดหนี้ค้างชำระทั้งหมด 33,128,965 บาท
ข้อมูลจากบริษัท ธนัชวิชญ์ แทรเวล กรุ๊ป จำกัด ระบุในเอกสารใบแจ้งหนี้ที่ส่งถึงบริษัทตัวเอง จากการปฏิบัติงานในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 มีรายละเอียดส่วนประกอบของค่าใช้จ่ายดังนี้:
1. ยอดหนี้ค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (Invoice): 32,223,400 บาท
ยอดส่วนนี้มาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ INV10068964 ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นค่าจ้างเหมาบริการรถยนต์โดยสารปรับอากาศตลอดช่วงงานซีเกมส์ ดังนี้:
- ค่าบริการรวมทั้งหมด: 53,023,400 บาท (เพิ่มขึ้นจากงบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ที่ประมาณ 27.7 ล้านบาท เนื่องจากมีการใช้งานรถเพิ่มขึ้นจาก 3,298 เที่ยว เป็น 7,609 เที่ยว)
- ยอดที่ชำระมาแล้ว: มีการทยอยจ่ายเงินมัดจำและเงินบางส่วนรวม 20,800,000 บาท
- คงเหลือค้างชำระในส่วนนี้: 32,223,400 บาท
2. ค่าล่วงเวลา (Overtime - OT): 905,565 บาท
- เป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เกิดจากการใช้รถเกินเวลา 12 ชั่วโมงต่อวันตามที่ตกลงไว้ในเงื่อนไขการบริการ โดยมีรายละเอียดการคำนวณจากประเภทรถและกลุ่มผู้ใช้งานต่างๆ เช่น รถตู้ (Van) มีการใช้งานเกินเวลาในหลายช่วง เช่น ช่วงวันที่ 8–21 ธ.ค. 68 ซึ่งรวมยอดสะสมทั้งหมดอยู่ที่ 905,565 บาท
แบกภาระดอกเบี้ยอ่วม-จี้ กกท. ตรวจสอบความโปร่งใส
ท้ายที่สุด นพ.ธนัช กล่าวว่า ความล่าช้าของการชำระทำให้บริษัทธนัชวิชญ์ต้องแบกภาระดอกเบี้ยเงินกู้ (OD) สูงถึง 10% หรือประมาณ 2 ล้านบาท จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงมาตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกรณีดังกล่าว หากยังไม่มีความคืบหน้าเตรียมยกระดับการฟ้องร้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างถึงที่สุด







