thansettakij
thansettakij
ภัยพิบัติเขย่าสมดุลธรรมชาติเปิดทางโรคอุบัติใหม่ วิกฤตสุขภาพที่โลกต้องตั้งรับ

ภัยพิบัติเขย่าสมดุลธรรมชาติเปิดทางโรคอุบัติใหม่ วิกฤตสุขภาพที่โลกต้องตั้งรับ

08 พ.ย. 69 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ย. 69 | 07:07 น.

เมื่อพูดถึง Climate Change เรามักนึกถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง ไฟป่า หรือน้ำท่วมที่รุนแรงกว่าเดิม ทว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และเชื้อโรคก็เปลี่ยนตาม นำมาสู่ความเสี่ยงของ “โรคอุบัติใหม่” ที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญ

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา “ตั้งรับก่อนระบาด: เมื่อภัยพิบัติธรรมชาติปลุกโรคอุบัติใหม่” ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้ง ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, พญ.อลิสา ยาณะสาร จากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) และ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากโลกเดือดสู่โลกรวน ภัยพิบัติไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม

ดร.สนธิ อธิบายภาพรวมสถานการณ์ว่าโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อนที่พัฒนาไปสู่สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง หรือ Extreme Weather ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ภัยแล้ง ไฟป่า และฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งล้วนส่งผลต่อสมดุลของระบบนิเวศ

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจขยายพื้นที่อยู่อาศัยหรืออพยพถิ่นฐาน ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของแมลงซึ่งเป็นพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ยุงก้นปล่อง ทำให้โรคที่เคยจำกัดอยู่ในบางพื้นที่มีโอกาสขยายไปยังพื้นที่ใหม่

นอกจากนี้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลและเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา คือกรณีเชื้อโรคโบราณฟื้นคืนชีพจากการละลายของชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) เนื่องจากอาจทำให้เชื้อโรคหรือสปอร์ของเชื้อที่ถูกกักเก็บอยู่ในชั้นดินกลับมาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง โดย ดร.สนธิ ยกตัวอย่างกรณีเชื้อแอนแทรกซ์ในแถบไซบีเรีย

ภัยพิบัติเขย่าสมดุลธรรมชาติเปิดทางโรคอุบัติใหม่ วิกฤตสุขภาพที่โลกต้องตั้งรับ

บทเรียนจากไวรัสนิปาห์ เมื่อไฟป่าเปลี่ยนเส้นทางของโรค

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภัยพิบัติ ระบบนิเวศ และโรคอุบัติใหม่ได้ชัดเจน คือการระบาดของ “ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)” ในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2541 ซึ่ง ศ.นพ.ยง ยกขึ้นมาอธิบายถึงความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และกิจกรรมของมนุษย์

เหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเชื่อมโยงกับไฟป่ารุนแรงในอินโดนีเซีย จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนแล้งจนเกิดไฟป่าและหมอกควันอย่างรุนแรง ระบบนิเวศและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ “ค้างคาว” ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ ได้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม และนำเชื้อโรคเข้าสู่ห่วงโซ่การเลี้ยงปศุสัตว์

ในครั้งนั้นค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสนิปาห์กินผลไม้และทิ้งสิ่งปนเปื้อนลงในบริเวณคอกหมู ทำให้หมูได้รับเชื้อ ก่อนแพร่ต่อไปยังผู้เลี้ยงและผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับหมู เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน และต้องกำจัดหมูราว 1.2 ล้านตัวเพื่อควบคุมการระบาด กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรคอุบัติใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของถิ่นอาศัยสัตว์ป่า การทำเกษตรกรรม และโอกาสที่มนุษย์จะสัมผัสกับสัตว์หรือสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรค

ภัยพิบัติเขย่าสมดุลธรรมชาติเปิดทางโรคอุบัติใหม่ วิกฤตสุขภาพที่โลกต้องตั้งรับ

WHO เตือน Climate Change คือวิกฤตใหญ่ในวงการสาธารณสุข

ในมุมขององค์การอนามัยโลก พญ.อลิสา ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “วิกฤตทางสาธารณสุข” (Public Health Crisis) ไม่ใช่แค่วิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

โดยกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ แม่และเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงคนทำงานกลางแจ้งที่ต้องเผชิญอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน เช่น ไรเดอร์ ตำรวจจราจร และคนที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress) และโรคลมแดด (Heat Stroke)

ผลกระทบยังขยายไปถึงระบบบริการสุขภาพ เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลอาจได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ประชาชนจึงอาจเข้าถึงการรักษาได้ยากขึ้น ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ดังนั้น การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพจึงต้องครอบคลุมมากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่รวมถึงการดูแลกลุ่มเสี่ยง การป้องกันโรค การสร้างความรู้ให้ประชาชน และการทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถดำเนินงานต่อไปได้แม้เกิดภัยพิบัติ

บทเรียนโควิด-19

สำหรับบทเรียนจากโรคระบาดในอดีต ศ.นพ.ยง มองว่ามนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวผ่านวิกฤตได้ พร้อมยกตัวอย่างการระบาดของโรคครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ในทุกๆ ร้อยปี ตั้งแต่กาฬโรค อหิวาตกโรค ไข้หวัดใหญ่สเปน จนถึงโควิด-19 ซึ่งแต่ละยุคสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของความรู้ทางการแพทย์และการควบคุมโรค

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสได้โดยตรง เมื่อประเทศต้นทางถอดรหัสพันธุกรรมและเผยแพร่ข้อมูล ห้องปฏิบัติการในประเทศอื่นก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เชื้อเดินทางมาถึงก่อน

อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ยง เน้นย้ำบทเรียนสำคัญจากการรับมือโรคระบาดว่า “ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล” เป็นหัวใจของการควบคุมโรค เพราะข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้ประเทศต่างๆ ประเมินความเสี่ยง พัฒนาการตรวจคัดกรอง และเตรียมมาตรการรับมือได้ทันท่วงที

“ธรรมชาติของไวรัส ไวรัสที่มีความรุนแรงสูงมากมักไม่ระบาดข้ามโลก เช่น เชื้ออีโบลาที่ทำให้ผู้ป่วยทรุดหนักทันทีจนไม่สามารถขึ้นเครื่องบินไปแพร่เชื้อที่อื่นได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าธรรมชาติคือเชื้อโรคที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีและ AI” ศ.นพ.ยง กล่าว

ตั้งรับก่อนระบาด ต้องเริ่มจากทั้งประชาชนและภาครัฐ

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้เชี่ยวชาญฝากข้อคิดที่สะท้อนว่า การรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความร่วมมือหลายระดับ

“ทุกภัยพิบัติและการระบาดนำมาซึ่งความสูญเสียเสมอ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้น ทุกคนต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียได้มากที่สุด” พญ.อลิสา กล่าวสรุป

ขณะที่ ดร.สนธิ เน้นการปรับตัวให้เท่าทันสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด พร้อมเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการรองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง เช่น ห้องหลบร้อน ควบคู่กับการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนพลังงานสะอาด เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ส่วน ศ.นพ.ยง ฝากข้อคิดว่า “สิ่งหนึ่งที่ทำได้...คือยิ้มเข้าไว้” พร้อมมองว่ามนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว จึงไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ควรเตรียมพร้อมด้วยความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤต Climate Change ไม่ใช่เพียงเรื่องของอุณหภูมิหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางสุขภาพ การป้องกันโรคอุบัติใหม่ในอนาคตจึงต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลระบบนิเวศ ลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบเฝ้าระวังโรค และสร้างความพร้อมให้ระบบสาธารณสุข เพราะในโลกที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตั้งรับก่อนเกิดการระบาดย่อมสำคัญกว่าการรอแก้ไขเมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว