
ไทย-รัสเซียปิดฟอรัมลงทุน ดันดีล 4.5 พันล้านดอลลาร์ ลุยการค้า-เทคโนโลยี
ปิดฉากฟอรัมการลงทุนรัสเซีย-ไทย 2026 หนุนดีลความร่วมมือ $4.5 พันล้าน ชูเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจร่วมด้านการท่องเที่ยว เทคโนโลยี และดิจิทัล
KEY
POINTS
- ฟอรัมการลงทุนไทย-รัสเซียปิดฉากลง โดยมีการนำเสนอโครงการลงทุนศักยภาพสูงมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- มุ่งเน้นการผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการค้า เทคโนโลยี AI ดิจิทัล พลังงาน และการท่องเที่ยว
- ยกระดับความสัมพันธ์จากการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไปสู่การสร้างดีลธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
- มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหาการชำระเงินข้ามพรมแดน เช่น การจัดตั้ง "Sandbox" เพื่อทดสอบและเชื่อมต่อระบบการเงินของสองประเทศ
ฟอรัมการลงทุนรัสเซีย-ไทย 2026 ปิดฉาก ชูศักยภาพโครงการลงทุนกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทและหน่วยงานกว่า 800 แห่ง พร้อมเร่งต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน เทคโนโลยี AI ดิจิทัล การท่องเที่ยว และระบบชำระเงินข้ามพรมแดน มุ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสู่การลงทุนและดีลธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
งานประชุมฟอรัมการลงทุนรัสเซีย-ไทย (Russian-Thai Investment Forum 2026) ครั้งที่ 2 ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมความสำเร็จในการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนทวิภาคีผ่านข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ ตลอดจนการเปิดตัวแพลตฟอร์มสนับสนุนการค้าข้ามพรมแดน โดยผู้จัดงานระบุว่ามีบริษัทและหน่วยงานเข้าร่วมกว่า 800 แห่ง ซึ่งโครงการที่นำเสนอในงานนี้มีศักยภาพการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 แสนล้านบาท)
นายอีวาน เดมเชนโก ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย (RTBC) เปิดเผยว่า จำนวนผู้เข้าร่วมงานเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 200 คนเมื่อ 3 ปีก่อน สู่กว่า 2,500 คนจาก 50 ประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจสากล โดยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ "ยุคใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการทำดีลธุรกิจ (Deal)" ไม่ใช่เพียงแค่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) แบบเดิม
ยกระดับการค้าสู่การร่วมสร้างห่วงโซ่อุปทาน
บนเวทีการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ผู้แทนภาครัฐและเอกชนจากทั้งสองประเทศได้ร่วมกันนำเสนอ 3 วาระสำคัญ ได้แก่ ความจำเป็นในการแสวงหาพันธมิตรใหม่ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นกับระเบียบการค้าโลกหลายขั้ว ความยืดหยุ่นของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน และการเร่งผลักดันให้เกิดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand–EAEU FTA) โดยเร็วเพื่อลดอุปสรรคเชิงภาษีและกฎระเบียบ
ดร.กิริดา เภาพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเรียกร้องให้เกิดการ "ร่วมสร้าง" (Co-creation) ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การนำเข้าปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบเกษตรจากรัสเซียเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรมไทยในการผลิตและส่งออกอาหารกลับไปยังตลาดรัสเซีย
ขณะที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการพลังงานในประเทศพุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Centres) ซึ่งมีคำขอใช้ไฟฟ้ารวมกันเกิน 30 กิกะวัตต์
เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมาคมธุรกิจรัสเซีย (Business Russia) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการและใช้ฐานการผลิตในไทยสำหรับการส่งออกไปต่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวศูนย์สินค้า “Made in Russia” ซึ่งบริหารจัดการโดย RTBC ร่วมกับสถาบันอาหารของไทย เพื่อให้บริการรับรองมาตรฐาน บริการทางกฎหมาย และการสนับสนุนด้านการตลาดแก่ผู้ส่งออก
ขับเคลื่อนเทคโนโลยี ดิจิทัล และระบบนิเวศแพลตฟอร์ม
ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมปีนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระบบหุ่นยนต์อุตสาหกรรม และการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ในเวทีเทคโนโลยี "Days of Moscow" นายเยกอร์ กลูคอฟ ผู้ช่วยทูตฝ่ายดิจิทัลของรัสเซีย ได้แนะนำให้บริษัทเทคโนโลยีรัสเซียเร่งสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในไทย เพื่อบุกตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ระบบวิเคราะห์วิดีโอ (Video Analytics) และเทคโนโลยีบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ ขณะที่บริษัทชั้นนำอย่าง VisionLabs ตั้งเป้าขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยภายในปี 2570 เพื่อวิจัยและพัฒนา AI ร่วมกัน
นอกจากนี้ ในเซสชันเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) ยังได้มีการหารือถึงการเชื่อมโยงระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อขยายฐานสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกอย่าง 1C และบริษัทผู้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่าง Callisto Vision ได้แสดงความสนใจร่วมมือกับโรงงานอุตสาหกรรมไทยในการปรับเปลี่ยนสายการผลิตสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) และโรงงานอัจฉริยะ (Dark Factories)
ทางด้านสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายกอทอง ทองแถม ณ อยุธยาได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ "EECiti" บนพื้นที่ 24 ตารางกิโลเมตร ซึ่งวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยเชิญชวนภาคเอกชนรัสเซียมาร่วมประมูลและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และระบบการจัดการเมือง ซึ่งจะเริ่มจัดทำข้อกำหนดการประมูล (TOR) ภายในกลางปี 2570
ยกระดับการท่องเที่ยว ชูนวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์-สุขภาพ
ในภาคการท่องเที่ยว ที่ประชุมมุ่งเน้นการขยายความสัมพันธ์ให้เกิดการเดินทางสองทาง (Two-way Tourism) หลังจากปี 2568 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียมาราว 1.9 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 8.8%) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 4 ของไทย ขณะที่มีชาวไทยเดินทางไปรัสเซียเพียงประมาณ 9,500 ครั้ง
ผู้แทนจากสายการบิน แพลตฟอร์มจองที่พัก และสมาคมท่องเที่ยว เช่น Thai AirAsia X และ TEZ TOUR ได้เสนอให้มีการเพิ่มเที่ยวบินตรง การพัฒนาระบบสนับสนุนด้านภาษา และการเชื่อมต่อระบบจองตั๋วดิจิทัล ตลอดจนการขยายรูปแบบการท่องเที่ยวจากเดิมที่เน้นชายหาด ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) เพื่อดึงดูดชาวไทยไปสัมผัสวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของรัสเซียมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เวทีด้านการแพทย์และอสังหาริมทรัพย์ได้เสนอแนวคิดการผสานจุดแข็งระหว่างเทคโนโลยีชีวการแพทย์และเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity) ของรัสเซีย เข้ากับมาตรฐานการบริการและโรงพยาบาลชั้นนำของไทย เพื่อปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งภูมิภาค ผ่านนวัตกรรมตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรม และที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate)
ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลจากฟอรัมระบุว่า ชาวรัสเซียซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยไปแล้วกว่า 842 รายการในปีนี้ มูลค่ารวมราว 3,600 ล้านบาท ส่งผลให้เป็นกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติอันดับสองรองจากจีน โดยภาคเอกชนไทยอย่าง ศุภาลัย และ สกพอ. ได้เสนอรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) และสิทธิประโยชน์ในพื้นที่ EEC เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรัสเซียเข้ามาพัฒนาโครงการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นวัตกรรมการเงิน: แซนด์บ็อกซ์และระบบชำระเงินยุคใหม่
เพื่อทลายขวดคอขวดด้านการชำระเงินข้ามพรมแดน ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมผ่านข้อเสนอการจัดตั้ง "Safe Harbour Sandbox" จากสถาบันการค้าและการพัฒนาระหว่างประเทศ (ITD) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเปิดพื้นที่ทดสอบการชำระเงินภายใต้การกำกับดูแลร่วมของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ควบคู่ไปกับการพัฒนาชั้นเชื่อมต่อระบบกลาง (Middleware Integration) ที่ช่วยเชื่อม PromptPay ของไทยเข้ากับระบบการเงินของรัสเซียโดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างเดิม
นอกจากนี้ยังมีการเสนอโมเดล "Tourist Sandbox" โดยอาศัยสินทรัพย์ดิจิทัล (Stablecoins) ผ่านนายหน้าที่ได้รับอนุญาตเพื่อแปลงเป็นเงินบาทเข้าสู่อี-วอลเล็ต ช่วยให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถชำระเงินผ่านระบบ QR Code ได้โดยตรงทันที
ก้าวสู่ปีที่ 130 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต
นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนเชิงธุรกิจ งานฟอรัมครั้งนี้ยังจัดควบคู่ไปกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาในงาน "Days of Moscow in Bangkok" เทศกาล "MIR" ณ สวนลุมพินี การแสดงละครการกุศล ตลอดจนการแข่งขันไอซ์ฮอกกี้และแบดมินตันมิตรภาพ
นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวสรุปว่า ผลสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการต้อนรับวาระครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย และครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกรุงเทพฯ-มอสโก ในปี 2570 โดยทั้งสองประเทศพร้อมเดินหน้าสร้างความไว้วางใจและเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป







