thansettakij
thansettakij
พาณิชย์ดัน T Mark สร้างแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก ชูมาตรฐาน-ความยั่งยืน

พาณิชย์ดัน T Mark สร้างแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก ชูมาตรฐาน-ความยั่งยืน

26 ส.ค. 69 | 02:21 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 02:26 น.

พาณิชย์เดินหน้าดัน T Mark สร้างความเชื่อมั่นสินค้าไทย ชูมาตรฐานสากล-รับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมใช้ 3 มิติยกระดับ SMEs และกระจายตลาดส่งออก

KEY

POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์ใช้ตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
  • T Mark ไม่เพียงรับรองคุณภาพสินค้า แต่ยังสะท้อนถึงมาตรฐานสากลด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการดูแลแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญ
  • รัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับ T Mark ผ่าน 3 มิติสำคัญ (ผู้ประกอบการ, การตลาด, สินค้า) เพื่อผลักดันการส่งออก "แบรนด์ประเทศไทย" ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ประจำปี 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ โดยมี ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ประจำปี 2569 ซึ่งตราสัญลักษณ์ T Mark มีความหมายมากกว่าเครื่องรับรองคุณภาพ เพราะเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนถึงมาตรฐานระดับสากล การมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคและผู้ค้าทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ทั้งนี้ตราสัญลักษณ์ T Mark จะเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างภาพลักษณ์ “Trusted Quality” ให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางการสร้างสมดุลการส่งออกผ่าน 3 มิติสำคัญ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง 

1.มิติผู้ประกอบการ มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กลุ่ม SMEs สามารถเข้าถึงและเติบโตในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.มิติการตลาด เดินหน้ารักษาฐานตลาดเดิมควบคู่ไปกับการบุกเบิกตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้าในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

3.มิติสินค้า ส่งเสริมการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบภายในประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value) เพื่อเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าทั่วไป เป็นการส่งออก “แบรนด์ประเทศไทย” ที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลก

ดร.กิริฎา กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการ T Mark ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน ที่ร่วมกันยกระดับมาตรฐานการผลิตและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย 

กระทรวงพาณิชย์ยืนยันพร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง เพราะความสำเร็จของผู้ประกอบการคือรากฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติต่อไป

สำหรับบริษัทได้รับประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ประจำปี 2569 มีผู้ประกอบการ 22 บริษัท จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับตราสัญลักษณ์ อาทิ บริษัท ผึ้งหลวง สไปซ์ จำกัด บริษัท โปรลอก ไทเทเนียม คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เทวกรรมโอสถ จำกัด ตลอดจนผู้ประกอบการชั้นนำ อีกหลายราย ซึ่งล้วนแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพ และความพร้อมในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลพิเศษ T Mark Honour Award ให้แก่บริษัทที่สามารถรักษามาตรฐานและต่ออายุการใช้ตราสัญลักษณ์ได้ต่อเนื่องถึง 5 ครั้งติดต่อกัน จำนวน 11 บริษัท ซึ่งปัจจุบัน มีบริษัทที่ได้รับตรา T Mark แล้วกว่า 274 บริษัท 1,007 แบรนด์ และ มีสินค้ามากกว่า 8,316 รายการ ครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และธุรกิจบริการ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ขับเคลื่อนตราสัญลักษณ์ TMK อย่างต่อเนื่อง ตลอด 15 ปีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลกว่าสินค้าและบริการไทยมีคุณภาพระดับสากล ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อแรงงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ยังคงสถานะตราสัญลักษณ์ TMK 274 บริษัท 1,700 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้าและบริการกว่า 8,316 รายการ

นอกจากการพิจารณาให้ตราสัญลักษณ์แล้ว ในปีนี้โครงการ TMK ยังขยายกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าศักยภาพสูงและสร้างการรับรู้แก่ผู้ซื้อผู้นำเข้าทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จีน อินเดีย เวียดนาม สเปน และฟิลิปปินส์ พร้อมร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าในประเทศ และใช้ช่องทางออนไลน์รวมถึงโซเชียลมีเดียเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง