
“คาราบาว” ลุยปีที่ 5 ดัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 เวทีแห่งโอกาสของคนรักฟุตบอล
"คาราบาว" สร้างเวทีแห่งโอกาสของคนรักฟุตบอล เปิด Carabao 7-a-Side Cup 2026 จากสนามบ้านเรา...สู่สนามเวมบลีย์ ปรับรูปแบบการแข่งขันสู่ระบบลีก 16 สนามฟุตบอลพันธมิตรทั่วประเทศ เฟ้นหาแชมป์ประเทศไทย เกาะติดขอบสนาม Carabao Cup Final ฤดูกาล 2026/27 ที่เวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ
KEY
POINTS
- คาราบาวจัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน "Carabao 7-a-Side Cup 2026" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยปรับรูปแบบใหม่เป็นระบบลีกครั้งแรก แข่งขันในสนามพันธมิตร 16 แห่งทั่วประเทศ
- เปิดโอกาสให้ทีมฟุตบอลสมัครเล่น 192 ทีมทั่วประเทศเข้าร่วม ชิงรางวัลใหญ่เดินทางไปชมการแข่งขันคาราบาวคัพ รอบชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2026/27 ที่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ
- มุ่งยกระดับการแข่งขันสู่แพลตฟอร์มฟุตบอลสมัครเล่นระดับประเทศ พร้อมสร้าง Football Ecosystem เพื่อเชื่อมโยงชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
คาราบาวเดินเกม Sports Marketing ต่อเนื่อง เปิดศึก Carabao 7-a-Side Cup 2026 เข้าสู่ปีที่ 5 ปรับการแข่งขันครั้งใหญ่สู่ระบบลีกผ่านสนามฟุตบอลพันธมิตร 16 แห่งทั่วประเทศ เปิดรับ 192 ทีม ชูแนวคิด “จากสนามบ้านเรา…สู่สนามเวมบลีย์” เฟ้นหาแชมป์ประเทศไทยบินชม Carabao Cup Final ฤดูกาล 2026/27 ที่อังกฤษ พร้อมประกาศเป้าหมายยกระดับการแข่งขันสู่แพลตฟอร์มฟุตบอลสมัครเล่นระดับประเทศ สร้าง Football Ecosystem เชื่อมชุมชน พันธมิตร และเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน
จากสนามบ้านเรา…สู่สนามเวมบลีย์
การแข่งขันกีฬาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของนักกีฬาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการสร้างแบรนด์ในยุคที่ผู้บริโภคให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” มากกว่าการรับรู้ผ่านโฆษณา นี่คือทิศทางที่บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ผ่านการแข่งขัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 ซึ่งปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมยกระดับการแข่งขันครั้งใหญ่ เพื่อผลักดันให้รายการเติบโตจากเวทีฟุตบอลสมัครเล่น สู่แพลตฟอร์มฟุตบอลระดับประเทศ
ภายใต้แนวคิด “จากสนามบ้านเรา…สู่สนามเวมบลีย์” คาราบาวเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนที่มีใจรักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ทีมฟุตบอลชุมชน หรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบการเล่นฟุตบอล ได้ร่วมไล่ล่าความฝันสู่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ ชิงสิทธิ์เดินทางไปชมการแข่งขัน Carabao Cup Final ฤดูกาล 2026/27 แบบยกทีม พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการปรับรูปแบบการแข่งขันจากทัวร์นาเมนต์ มาเป็นระบบลีก เป็นครั้งแรก ผ่านสนามฟุตบอลพันธมิตร 16 สนามทั่วประเทศ สนามละ 12 ทีม รวม 192 ทีม เพื่อให้คนรักฟุตบอลในแต่ละพื้นที่ได้แข่งขันในสนามใกล้บ้าน ก่อนคัดเลือกตัวแทนแต่ละสนามเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อค้นหาแชมป์ประเทศไทย
“Carabao 7-a-Side Cup” เวทีแห่งโอกาสคนรักฟุตบอล
นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา Carabao 7-a-Side Cup สะท้อนให้เห็นว่า Sports Marketing สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้ลึกกว่าการสื่อสารการตลาดในรูปแบบเดิม เพราะผู้บริโภคไม่ได้เพียงเห็นโฆษณา แต่ได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ผ่านประสบการณ์จริง
“Carabao 7-a-Side Cup ไม่ใช่เพียงการแข่งขันฟุตบอลอีกหนึ่งรายการ แต่เราตั้งใจสร้างเวทีแห่งโอกาสให้คนไทยทุกคนที่มีใจรักในฟุตบอล ได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพ และมีโอกาสก้าวจากสนามฟุตบอลใกล้บ้าน สู่ประสบการณ์ระดับโลกที่สนามเวมบลีย์ เพราะเราเชื่อว่าความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะนักฟุตบอลอาชีพ”
นายกมลดิษฐ กล่าวว่า ในมุมของแบรนด์ การแข่งขันช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของคาราบาวในฐานะ “เครื่องดื่มของแฟนฟุตบอล” ผ่านประสบการณ์จริง ขณะที่ในมิติธุรกิจ บริษัทเห็นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสนามฟุตบอลพันธมิตรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่การสื่อสารการตลาดแบบเดิมสร้างได้ยาก
สำหรับเป้าหมายของปีนี้ บริษัทไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนทีมที่สมัครเข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการยกระดับ Carabao 7-a-Side Cup ให้เป็น แพลตฟอร์มฟุตบอลสมัครเล่นระดับประเทศ ที่คนไทยรอคอยในทุกปี และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชนฟุตบอลที่แข็งแรงในระยะยาว
ปักหมุด “Local Pride” เปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นศูนย์กลางชุมชน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปีนี้ คือการนำแนวคิด Local Pride มาเป็นหัวใจของการแข่งขัน โดยให้สนามฟุตบอลพันธมิตรทั้ง 16 แห่ง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมฟุตบอลในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชน และเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน
นายกมลดิษฐ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เลือกแบรนด์จากคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากประสบการณ์และความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ แนวคิด Local Pride จึงเกิดขึ้นจากความเชื่อว่า เมื่อการแข่งขันสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชน คนในพื้นที่จะรู้สึกว่าเป็นเจ้าของรายการร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ชม
ขณะเดียวกัน บริษัทได้นำแนวคิด Footballtainment เข้ามายกระดับการแข่งขัน ให้สนามฟุตบอลเป็นพื้นที่แห่งกิจกรรม ความบันเทิง และการพบปะของนักกีฬา ครอบครัว และแฟนบอล ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์เชิงบวกกับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ความผูกพันและความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว มากกว่าการทำการตลาดแบบครั้งต่อครั้ง
สร้าง Football Ecosystem เชื่อมมาตรฐานโลก
นอกจากการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน คาราบาวยังเดินหน้าสร้าง Sports Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับ English Football League (EFL) เจ้าของการแข่งขัน Carabao Cup และ สยามสปอร์ต ในฐานะพันธมิตรด้านการสื่อสาร โดย EFL จะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และมาตรฐานการแข่งขันระดับสากล และทางคาราบาวได้มอบโล่รับรองมาตรฐานสนามจากคาราบาว เพื่อยกระดับคุณภาพการแข่งขันให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ขณะที่สยามสปอร์ตจะร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของนักฟุตบอลสมัครเล่นจากทั่วประเทศ สร้างแรงบันดาลใจ และขยายการเข้าถึงกลุ่มแฟนฟุตบอลในวงกว้าง
นายกมลดิษฐ กล่าวว่า การพัฒนาวงการกีฬาไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วน การทำงานร่วมกันของพันธมิตรทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ มาตรฐาน และการสื่อสารเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น Sports Ecosystem ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ในอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวยังสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาคอนเทนต์ กิจกรรมใหม่ ๆ การสร้างประสบการณ์ให้แฟนฟุตบอล รวมถึงโครงการที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับวงการกีฬาและพันธมิตรทางธุรกิจได้อีกมาก
ดันสนามฟุตบอลเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุมชน”
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของปีนี้ คือการยกระดับสนามฟุตบอลพันธมิตรให้เป็นมากกว่าสถานที่จัดแข่งขัน แต่เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมฟุตบอลในแต่ละพื้นที่ โดยมองว่า เมื่อมีการแข่งขันต่อเนื่องตลอดฤดูกาล จะเกิดการเดินทางของนักกีฬา ครอบครัว และกองเชียร์ ส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจโดยรอบ ทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านอุปกรณ์กีฬา รวมถึงผู้ประกอบการในชุมชน
ในระยะยาว คาราบาวต้องการเห็นสนามฟุตบอลพันธมิตรเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ และหากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ บริษัทมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายเครือข่ายสนามพันธมิตรให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานการแข่งขันและคุณภาพสนามเป็นอันดับแรก
จากผู้สนับสนุนฟุตบอลโลก สู่ผู้สร้างโอกาสให้คนไทย
นายกมลดิษฐ มองว่า สำหรับคาราบาว การเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขัน Carabao Cup ในประเทศอังกฤษ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ไทยในระดับโลก แต่ต้องการต่อยอดสิทธิประโยชน์ดังกล่าวให้เกิดคุณค่าสูงสุดกับคนไทย จึงเป็นที่มาของ Carabao 7-a-Side Cup ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้แสดงศักยภาพ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนผ่านกีฬา และเปิดประตูสู่ประสบการณ์ระดับโลกอย่างการชมการแข่งขัน Carabao Cup รอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์
“เราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจควรเดินควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม แบรนด์ที่แข็งแรงไม่ใช่แบรนด์ที่ขายสินค้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างโอกาสและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับผู้คนได้”
โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตร่วมกับพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอล สื่อกีฬา หรือผู้ประกอบการในพื้นที่ เพราะเชื่อว่าหากทุกฝ่ายแข็งแรง วงการฟุตบอลไทยก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น Carabao 7-a-Side Cup จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางการตลาด แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในการสร้างแพลตฟอร์มฟุตบอลสมัครเล่นของประเทศ
ในภาพรวมธุรกิจปี 2569 คาราบาวยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงวาง Sports Marketing เป็นหนึ่งในเสาหลักของการขับเคลื่อนแบรนด์ เนื่องจากฟุตบอลเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม พันธมิตร และผู้บริโภคได้ในระยะยาว
สำหรับการแข่งขัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 จะเปิดรับสมัครจำนวน 192 ทีม ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยรอบคัดเลือกจะแข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-20 ธันวาคม 2569 ก่อนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในวันที่ 10 มกราคม 2570 ที่จังหวัดภูเก็ต
ทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยและเหรียญรางวัล รวมถึงสิทธิ์เดินทางไปชมการแข่งขัน Carabao Cup Final ฤดูกาล 2026/27 ณ สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ แบบยกทีม ภายใต้แนวคิด “แชมป์ไปดูแชมป์” ขณะที่เจ้าของสนามฟุตบอลพันธมิตรจำนวน 4 สนาม จะได้รับสิทธิ์ร่วมเดินทางไปชมการแข่งขันที่ประเทศอังกฤษเช่นกัน สะท้อนแนวคิดการเติบโตไปพร้อมกับเครือข่ายพันธมิตรของคาราบาว







