
ภาครัฐ-เอกชนรวมพลังเครือข่าย จัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี”
‘ฐาปน สิริวัฒนภักดี’ ผู้ร่วมก่อตั้ง เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย และไทยเบฟ ผนึกเครือข่ายรัฐ-เอกชน เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” พร้อมเดินหน้าพัฒนาไทยตามแนวพระราชดำริ ชูเศรษฐกิจฐานราก-เยาวชน-ความยั่งยืน สู่ทศวรรษใหม่
KEY
POINTS
- ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนร่วมกันจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนาฯ” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรวบรวมผลสำเร็จของโครงการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
- ความร่วมมือนี้มุ่งยกระดับโครงการต่างๆ สู่ระดับประเทศ โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาศักยภาพเยาวชน และการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าชุมชน
- มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการพลังจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network : TSCN) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศภายใต้แนวพระราชดำริ ผ่านการจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 และวาระครบ 10 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พร้อมยกระดับความร่วมมือจากโครงการพัฒนาในระดับพื้นที่สู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นระบบ
ภาครัฐ-เอกชน รวมพลังเทิดพระเกียรติ
ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน จนเกิดโครงการพัฒนาที่สร้างผลกระทบเชิงบวก (Social Impact) ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
“การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเทิดพระเกียรติ แต่เป็นการรวบรวมพลังของทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับโครงการที่แต่ละองค์กรดำเนินการอยู่ให้เชื่อมโยงเป็นความร่วมมือระดับประเทศ สืบสานสิ่งที่มีคุณค่า รักษาทรัพยากรและภูมิปัญญาไทย และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนอย่างยั่งยืน” นายฐาปนกล่าว
งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนเครือข่ายเยาวชนจากหลายองค์กร เช่น เยาวชนเจ้าบ้านสืบสานวัฒนธรรม Win Win WAR Thailand OTOP Junior และนักกีฬาเยาวชน
ต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็ง
นายฐาปน กล่าวว่า หนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาคือการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ผ่านการดำเนินงานของ บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำงานครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ก่อนต่อยอดสู่ “โครงการด้วยจงรักและภักดี”
ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อผลักดันให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม
ดันเยาวชนเป็นกำลังหลักของการพัฒนา
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการลงทุนกับคนรุ่นใหม่ ผ่าน โครงการ YouTH Thailand ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเครือข่ายเยาวชนไทย เชื่อมโยงโอกาสการเรียนรู้กับการลงมือปฏิบัติจริง เปิดพื้นที่ให้เยาวชนร่วมทำงานกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพสู่เวทีระดับโลก
ควบคู่กับ โครงการ “โชว์ภูมิ” ภายใต้โครงการด้วยจงรักและภักดี ที่มุ่งสร้างนักพัฒนาชุมชนระดับอำเภอ โดยใช้เยาวชนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ ยังมี โครงการเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวท้องถิ่นผ่านกิจกรรมระดับประเทศ เช่น Water Festival และ River Festival
ยกระดับสินค้าชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่ม
ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการดำเนิน โครงการสารพัดสรรพศิลป์ ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนและขยายโอกาสทางการตลาดสู่กลุ่มสินค้าพรีเมียมขณะที่ โครงการ Win Win WAR Thailand และ Win Win WAR OTOP Junior มุ่งสร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ โดยใช้กลไกธุรกิจแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างระบบนิเวศผู้ประกอบการเพื่อสังคมในประเทศไทย ส่วน โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย
ซึ่งดำเนินงานร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนมาตั้งแต่ปี 2559 ได้ยกระดับผ้าขาวม้าไทยผ่านการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จนสามารถสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนกว่า 311 ล้านบาท มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 1,561 ครัวเรือน พร้อมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภายใต้เครือข่าย “ทายาทผ้าขาวม้า” ได้แล้ว 15 ราย
SX ต้นแบบความร่วมมือด้านความยั่งยืน
อีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือคือ Sustainability Expo (SX) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “Sufficiency for Sustainability : พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” โดยน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเดินหน้าผลักดัน มาตรฐาน มอก.9999 เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและองค์กรในห่วงโซ่อุปทานน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กระทรวงเตรียมยกระดับมาตรฐานดังกล่าวเป็น Version 2 ภายในปี 2569 เพื่อให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและความท้าทายในอนาคต พร้อมผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่าน เครือข่ายรู้รักสามัคคีในทุกจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ศักยภาพของชุมชนเป็นกลไกหลักความร่วมมือดังกล่าวช่วยต่อยอดทุนทางภูมิปัญญา พัฒนานวัตกรรมท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาบ้านเกิดในฐานะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชุมชนเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
การจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” ในครั้งนี้ จึงเป็นทั้งเวทีรวบรวมผลสำเร็จของการขับเคลื่อนงานตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อผลักดันการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างสมดุล ยั่งยืน และสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนในระยะยาว






