
ขายตรง–ตลาดแบบตรง : ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อกฎหมายคุ้มครองคุณถึงหน้าประตูบ้าน
ซื้อของจากโซเชียล-พนักงานขายตรง มีกฎหมายคุ้มครอง เช็กหน้าที่ผู้ขาย สิทธิเลิกสัญญาภายใน 7 วัน พร้อมขั้นตอนเรียกเงินคืนเมื่อไม่พอใจ เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
KEY
POINTS
- กฎหมายคุ้มครองการซื้อสินค้าทั้งแบบขายตรง (พนักงานมาเสนอขายถึงที่) และตลาดแบบตรง (สั่งซื้อผ่านสื่อออนไลน์ โทรศัพท์ หรือทีวี)
- ผู้ขายต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรตัวแทนขายตรงเสมอ และต้องให้ข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วนก่อนการขาย
- ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงินได้เต็มจำนวนภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ
- ผู้ขายต้องคืนเงินภายใน 15 วันหลังได้รับแจ้งเลิกสัญญา หากไม่คืนเงิน ผู้บริโภคมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าไว้จนกว่าจะได้รับเงินคืน
"ก๊อกๆๆ ขออนุญาตแนะนำชุดเครื่องครัวนวัตกรรมใหม่ค่ะ" หรือเสียงโทรศัพท์ที่โทรมาเสนอขายโปรโมชั่นต่างๆ หรือแม้แต่การกดสั่งซื้อสินค้าจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย... คุณเคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ไหม?
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ความจริงแล้ว ทุกกิจกรรมเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า "การขายตรงและตลาดแบบตรง" ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของเราในฐานะผู้บริโภคอย่างเต็มที่
มาทำความรู้จักการ “ขายตรง-ตลาดแบบตรง” คืออะไรในชีวิตจริง?
ขายตรง คือการที่ตัวแทนหรือผู้จำหน่ายอิสระ (คน) นำสินค้ามาเสนอขายให้เราแบบซึ่งๆ หน้า เช่น พนักงานขายเครื่องกรองน้ำ, ชุดเครื่องครัว, หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาสาธิตและเสนอขายถึงบ้านหรือที่ทำงาน และตลาดแบบตรง (ระบบตะกร้า) คือ การที่ผู้ประกอบการเสนอขายสินค้าหรือบริการให้เราผ่านสื่อต่างๆ โดยที่เราและผู้ขายไม่ได้เจอกันโดยตรง
เช่น การสั่งซื้อสินค้าจากรายการทีวี, แคตตาล็อก, โฆษณาออนไลน์, หรือการซื้อผ่านโทรศัพท์ (Telesales)
แต่ไม่ว่าจะเป็นการซื้อด้วยวิธีไหน กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ของผู้ขายและสิทธิของผู้ซื้อไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เราตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจและไม่ถูกเอาเปรียบ
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าใดๆ ที่มีการเสนอขายถึงที่ กฎหมายกำหนดให้ผู้ขายต้องปฏิบัติดังนี้
ต้องได้รับอนุญาตก่อน โดยผู้ขายต้องได้รับอนุญาตจากเราก่อนที่จะเริ่มเสนอขายสินค้า
ต้องแสดงตัวตนชัดเจน ผู้ขายมีหน้าที่ต้องแสดง บัตรประจำตัวประชาชน ควบคู่กับ บัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระ/ตัวแทนขายตรง ที่ออกโดยบริษัทต้นสังกัดเสมอ นี่คือสิ่งแรกที่เราควรขอดูเพื่อความมั่นใจ
และต้องให้ข้อมูลครบถ้วน เรามีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลรายละเอียดของสินค้าและบริการอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
และเมื่อเราตกลงซื้อสินค้า ผู้ขาย ต้องมอบเอกสารการซื้อขายให้ทันที ซึ่งเอกสารนี้เปรียบเสมือนเกราะคุ้มครองสิทธิของเรา โดยต้องระบุรายละเอียดสำคัญดังนี้ คือ
- ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย
- วันที่ซื้อขายและวันที่ส่งมอบสินค้า
- รายละเอียดสินค้าหรือบริการ
ที่สำคัญจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเกี่ยวกับ "สิทธิในการเลิกสัญญา" ของผู้บริโภค
ไม่พอใจ? เปลี่ยนใจ? "สิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ"
โดยหากคุณได้รับสินค้าแล้วรู้สึกว่าไม่ตรงตามที่คาดหวัง หรือเปลี่ยนใจ คุณสามารถใช้สิทธินี้ได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้
แจ้งความจำนง ผู้บริโภคต้องทำหนังสือบอกเลิกสัญญา ส่งไปยังที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ (ตามที่ระบุในเอกสารการซื้อขาย) ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ
ผู้ขายต้องคืนเงิน หลังจากได้รับหนังสือแจ้งเลิกสัญญาแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องคืนเงินเต็มจำนวนให้เราภายใน 15 วัน
และผู้ซื้อต้องคืนสินค้า เรามีหน้าที่ส่งคืนสินค้าให้แก่ผู้ขาย และดูแลรักษาสินค้าตามสมควรภายใน 21 วันนับจากวันที่แจ้งเลิกสัญญา
และกรณีเป็นสินค้าสิ้นเปลือง เช่น ครีม หรืออาหารเสริม ให้คืนเฉพาะส่วนที่ยังไม่ได้ใช้
ทั้งนี้ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า หากผู้ประกอบธุรกิจไม่คืนเงินภายใน 15 วัน จะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราดอกเบี้ย MRR + 10% ต่อปี ของธนาคารกรุงไทยให้แก่ผู้บริโภค
และที่สำคัญ เรามีสิทธิที่จะ "ยึดหน่วงสินค้า" หรือเก็บสินค้าไว้กับตัวก่อนจนกว่าจะได้รับเงินคืนครบถ้วน
หากพบปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

