thansettakij
thansettakij
ขายตรง–ตลาดแบบตรง : ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อกฎหมายคุ้มครองคุณถึงหน้าประตูบ้าน

ขายตรง–ตลาดแบบตรง : ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อกฎหมายคุ้มครองคุณถึงหน้าประตูบ้าน

02 พ.ย. 2568 | 01:00 น.

ซื้อของจากโซเชียล-พนักงานขายตรง มีกฎหมายคุ้มครอง เช็กหน้าที่ผู้ขาย สิทธิเลิกสัญญาภายใน 7 วัน พร้อมขั้นตอนเรียกเงินคืนเมื่อไม่พอใจ เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

KEY

POINTS

  • กฎหมายคุ้มครองการซื้อสินค้าทั้งแบบขายตรง (พนักงานมาเสนอขายถึงที่) และตลาดแบบตรง (สั่งซื้อผ่านสื่อออนไลน์ โทรศัพท์ หรือทีวี)
  • ผู้ขายต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรตัวแทนขายตรงเสมอ และต้องให้ข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วนก่อนการขาย
  • ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงินได้เต็มจำนวนภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ
  • ผู้ขายต้องคืนเงินภายใน 15 วันหลังได้รับแจ้งเลิกสัญญา หากไม่คืนเงิน ผู้บริโภคมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าไว้จนกว่าจะได้รับเงินคืน

"ก๊อกๆๆ ขออนุญาตแนะนำชุดเครื่องครัวนวัตกรรมใหม่ค่ะ" หรือเสียงโทรศัพท์ที่โทรมาเสนอขายโปรโมชั่นต่างๆ หรือแม้แต่การกดสั่งซื้อสินค้าจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย... คุณเคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ไหม?

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ความจริงแล้ว ทุกกิจกรรมเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า "การขายตรงและตลาดแบบตรง" ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของเราในฐานะผู้บริโภคอย่างเต็มที่

มาทำความรู้จักการ “ขายตรง-ตลาดแบบตรง” คืออะไรในชีวิตจริง?

ขายตรง คือการที่ตัวแทนหรือผู้จำหน่ายอิสระ (คน) นำสินค้ามาเสนอขายให้เราแบบซึ่งๆ หน้า เช่น พนักงานขายเครื่องกรองน้ำ, ชุดเครื่องครัว, หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาสาธิตและเสนอขายถึงบ้านหรือที่ทำงาน และตลาดแบบตรง (ระบบตะกร้า) คือ การที่ผู้ประกอบการเสนอขายสินค้าหรือบริการให้เราผ่านสื่อต่างๆ โดยที่เราและผู้ขายไม่ได้เจอกันโดยตรง

เช่น การสั่งซื้อสินค้าจากรายการทีวี, แคตตาล็อก, โฆษณาออนไลน์, หรือการซื้อผ่านโทรศัพท์ (Telesales)
 

แต่ไม่ว่าจะเป็นการซื้อด้วยวิธีไหน กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ของผู้ขายและสิทธิของผู้ซื้อไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เราตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจและไม่ถูกเอาเปรียบ

ขายตรง–ตลาดแบบตรง : ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อกฎหมายคุ้มครองคุณถึงหน้าประตูบ้าน

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าใดๆ ที่มีการเสนอขายถึงที่ กฎหมายกำหนดให้ผู้ขายต้องปฏิบัติดังนี้  

ต้องได้รับอนุญาตก่อน โดยผู้ขายต้องได้รับอนุญาตจากเราก่อนที่จะเริ่มเสนอขายสินค้า

ต้องแสดงตัวตนชัดเจน ผู้ขายมีหน้าที่ต้องแสดง บัตรประจำตัวประชาชน ควบคู่กับ บัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระ/ตัวแทนขายตรง ที่ออกโดยบริษัทต้นสังกัดเสมอ นี่คือสิ่งแรกที่เราควรขอดูเพื่อความมั่นใจ

และต้องให้ข้อมูลครบถ้วน เรามีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลรายละเอียดของสินค้าและบริการอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจ

และเมื่อเราตกลงซื้อสินค้า ผู้ขาย ต้องมอบเอกสารการซื้อขายให้ทันที ซึ่งเอกสารนี้เปรียบเสมือนเกราะคุ้มครองสิทธิของเรา โดยต้องระบุรายละเอียดสำคัญดังนี้ คือ

  1. ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย
  2. วันที่ซื้อขายและวันที่ส่งมอบสินค้า
  3. รายละเอียดสินค้าหรือบริการ

ที่สำคัญจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเกี่ยวกับ "สิทธิในการเลิกสัญญา" ของผู้บริโภค

ขายตรง–ตลาดแบบตรง : ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อกฎหมายคุ้มครองคุณถึงหน้าประตูบ้าน

ไม่พอใจ? เปลี่ยนใจ? "สิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ" 

โดยหากคุณได้รับสินค้าแล้วรู้สึกว่าไม่ตรงตามที่คาดหวัง หรือเปลี่ยนใจ คุณสามารถใช้สิทธินี้ได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

แจ้งความจำนง ผู้บริโภคต้องทำหนังสือบอกเลิกสัญญา ส่งไปยังที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ (ตามที่ระบุในเอกสารการซื้อขาย) ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ

ผู้ขายต้องคืนเงิน หลังจากได้รับหนังสือแจ้งเลิกสัญญาแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องคืนเงินเต็มจำนวนให้เราภายใน 15 วัน

และผู้ซื้อต้องคืนสินค้า เรามีหน้าที่ส่งคืนสินค้าให้แก่ผู้ขาย และดูแลรักษาสินค้าตามสมควรภายใน 21 วันนับจากวันที่แจ้งเลิกสัญญา

และกรณีเป็นสินค้าสิ้นเปลือง เช่น ครีม หรืออาหารเสริม ให้คืนเฉพาะส่วนที่ยังไม่ได้ใช้

ทั้งนี้ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า หากผู้ประกอบธุรกิจไม่คืนเงินภายใน 15 วัน จะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราดอกเบี้ย MRR + 10% ต่อปี ของธนาคารกรุงไทยให้แก่ผู้บริโภค

และที่สำคัญ เรามีสิทธิที่จะ "ยึดหน่วงสินค้า" หรือเก็บสินค้าไว้กับตัวก่อนจนกว่าจะได้รับเงินคืนครบถ้วน

หากพบปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)