
TOP 5 'อสังหาฯไทย' เอาชนะต้นทุน โกยกำไรครึ่งปีสูงสุด
เปิด TOP5 บริษัทอสังหาฯไทย เอาชนะต้นทุน ปัจจัยป่วนเศรษฐกิจ และ กำลังซื้อ ครึ่งปีแรก 2565 พบ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ยังยืนหนึ่ง โกยกำไรสูงสุด ทะลุ 4 พันล้านบาท รองลงมา เอพี ,ศุภาลัย ,ออริจิ้น และ แสนสิริ
17 สิงหาคม 2565 - ปัจจัยลบ ที่มีมากกว่า ปัจจัยบวก ในช่วงเวลาท้าทายของเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 ปี 2565 (เม.ย.-มิ.ย.) ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลข จีดีพี ขยายตัวเพียง 2.5% ขยับตัวดีขึ้นมาเพียงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า คือ ภาพฉายการดิ้นรนของผู้ประกอบการ ในหลายธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึง ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วย
ซึ่งภาพใหญ่ เศรษฐกิจไทย เจอทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ,ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ,ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
- ใต้เสี่ยงอสังหาต้นทุนพุ่ง
ขณะอสังหาฯ เผชิญผลพ่วงทางอ้อมรอบทิศ โดยอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูง จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40% และ ค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผ่าน ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ที่แพงขึ้นอย่างน่าใจหาย เจาะราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก สูงขึ้นถึง 35% จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แหล่งผลิตใหญ่ของโลกเกิดวิกฤติ ทั้งนี้ เมื่อจำแนก ต้นทุน การก่อสร้างโครงการที่พักอาศัยในหมวดต่างๆ เช่น งานวิศวกรรม ,งานสถาปัตยกรรม ,ระบบไฟฟ้า-สื่อสาร และ สุขาภิบาล ก็มีการปรับขึ้นยกแผง ถือเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดผู้ประกอบการในช่วงฟื้นตัวหลังโควิด หลังฟากลูกค้า ก็ยังถูกธนาคารปฎิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์)ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการในกลุ่ม Listed Companies หรือ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่จับสัญญาณ ปรับกลยุทธ์ และตั้งหลัก ลดความเสี่ยงของตลาดได้ในทุกๆแง่มาก่อนแล้วอย่างดี ประกอบกับ ลูกค้ายิ่งให้ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์และสินค้า ท่ามกลางความเหนื่อยอ่อน ล้มหายตายจากไปของรายเล็กๆ ในตลาด ทำให้ นี่จึงกลายเป็นโอกาสในการทำรายได้ และกำไรอย่างมหาศาลอย่างมีนัยน่าศึกษา
- TOP5 อสังหา กำไรพุ่งสวนตลาด
โดยเฉพาะ TOP5 อสังหาฯไทย ที่ยังคงมีผลงานดีเยี่ยมในช่วงครึ่งปีแรก 2565 กำไรสุทธิทะลุหลักพันล้านบาท ดังนี้ (ตามลำดับ)
- บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH โดยงบการเงิน 6 เดือน ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 4,070 ล้านบาท เป็นเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรม ตัวเลขเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 12.64% ซึ่งหลักยังมาจากรายได้การขายโครงการบ้านเดี่ยว ,ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม ที่ 15,325 ล้านบาท แม้ลดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถยืนเป็นเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรมได้อย่างแข็งแกร่ง และมีรายได้จากค่าเช่า-บริการ ,บริษัทร่วมลงทุนเติมเต็มร่วมด้วย
- บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP เป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกแง่ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขรายได้รวม กำไร ยอดขาย ตลอดจนจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย 6 เดือนแรก เอพี เผย สามารถทำรายได้รวมกว่า 25,270 ล้านบาท ขณะกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,304 ล้านบาท ทั้งนี้ มีสินค้าแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ยังคงเป็นคีย์ไดร์ฟสำคัญของผลประกอบการปีนี้
- บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALL ครึ่งปีแรก ผลงานโดดเด่น หลังลูกค้า ตอบรับการโอนกรรมสิทธิ์ ในกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมที่แล้วเสร็จ รวมถึงแนวราบพร้อมอยู่ฯ ที่กระจายหลากหลายทำเล ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ทำให้ มีรายได้รวม สูงถึง 14,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% และกำไรสุทธิ 3,253 ล้านบาท โตกว่า 32% เตรียมทำสถิติสูงสุดใหม่อีกรอบ
- บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กลุ่มธุรกิจที่แตกย่อยหลายแขนง มีโครงการคอนโดฯเป็นพระเอก พบในช่วงครึ่งปีแรก 2565 ทำกำไรสุทธิได้ 1,893 ล้านบาท โดยน่าสนใจในแง่การลดลงของต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการขาย ภายใต้กลยุทธ์ Everyone can sell อีกทั้งมีรายได้จากการเปิดใหม่กลุ่มโรงแรม และ ค่าบริหารจัดการเข้ามาช่วยหนุนอีกทาง รักษาระดับการแข่งขันได้อย่างน่าสนใจ
- บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI โดยผลประกอบการของบิ๊กอสังหาฯรายนี้ งวด 6 เดือน มีรายได้รวม 13,057 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิ ขยับขึ้นมา 17% จาก 1,046 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,220 ล้านบาท ทั้งนี้ พบแม้รายได้ในกลุ่มบ้านเดี่ยว และ คอนโดฯ ชะลอตัวลง แต่ได้แรงหนุนจากการขายโครงการมิกซ์โปรดักส์ และ ทาวน์โฮมเพิ่มขึ้น 43% และ 44% ตามลำดับ เดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามอง ถึงทิศทางผลประกอบการอสังหาฯ ในระยะข้างหน้า คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตามแรงบีบ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ต่อปี และ อาจไปแตะถึงระดับ 1 - 1.25% ต่อปี ในช่วงสิ้นปี 2565ซึ่งจากสูตรคำนวณ จะพบว่า ทุกการขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ย 1% จะส่งผลกระทบต่อการผ่อนที่อยู่อาศัยราว 7% นั่นหมายถึง ภาพกำลังซื้ออาจมีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินของผู้พัฒนาฯก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน






