thansettakij
thansettakij
Gastech 2026 : เปิดยุทธศาสตร์ กฟผ.เสริมแกร่งโครงสร้างไฟฟ้า หนุนขีดความสามารถในการแข่งขัน

Gastech 2026 : เปิดยุทธศาสตร์ กฟผ.เสริมแกร่งโครงสร้างไฟฟ้า หนุนขีดความสามารถในการแข่งขัน

21 ก.ย. 69 | 04:15 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ย. 69 | 04:21 น.

Gastech 2026: เปิดยุทธศาสตร์ กฟผ.เสริมแกร่งโครงสร้างไฟฟ้า หนุนขีดความสามารถในการแข่งขัน มั่นใจสามารถจัดหาไฟฟ้าตามเป้าหมาย 30,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030

KEY

POINTS

  • กฟผ. เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น AI และดาต้าเซ็นเตอร์
  • เน้นย้ำว่าความมั่นคงทางพลังงานเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน
  • แสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดหาไฟฟ้าได้ตามเป้าหมาย 30,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 โดยมุ่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ลอยน้ำและพลังงานชีวมวล

กฟผ.ชี้ความมั่นคงพลังงานเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเดินหน้าเสริมแกร่งโครงสร้างไฟฟ้า หนุนขีดความสามารถการแข่งขัน มั่นใจสามารถจัดหาไฟฟ้าตามเป้าหมาย 30,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030

“ไฟฟ้า” กำลังเปลี่ยนบทบาทจากสาธารณูปโภคพื้นฐานไปสู่รากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การผลิตขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก ขณะเดียวกัน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทำให้ความมั่นคงของแหล่งพลังงานกลายเป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นบนเวทีเสวนาหัวข้อ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” ภายในงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 โดยมี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนจากอินโดนีเซีย ปากีสถาน ศูนย์พลังงานแห่งเอเชีย และภาคเอกชน


 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นายนรินทร์กล่าวว่า ปัจจุบัน การใช้ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนโฉมระบบพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคมด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การผลิตขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และการเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นรากฐานของเศรษฐกิจในอนาคต ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน

การพัฒนาดังกล่าวก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทาย แม้ว่าการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ แต่ก็ต้องอาศัยการลงทุนจำนวนมากในด้านการผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และความยืดหยุ่นของระบบ

ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการจัดหาไฟฟ้าที่สะอาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้มั่นใจว่าไฟฟ้ายังคงมีความน่าเชื่อถือ มีราคาที่สามารถเข้าถึงได้ และมีความมั่นคง

“กฟผ. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย บูรณาการพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น และเตรียมระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นใหม่จากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่” 

ขณะเดียวกัน ยังคงให้ความสำคัญอย่างมากกับความน่าเชื่อถือของระบบและความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน โครงการยุทธศาสตร์ด้านการใช้ไฟฟ้าเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค นักลงทุน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และผู้นำภาคอุตสาหกรรม

“ไม่มีองค์กรหรือประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้เพียงลำพัง ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความร่วมมือ นวัตกรรม และการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ระหว่างภูมิภาคและภาคส่วนต่าง ๆ”

มองอุปทานพลังงานหลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในประเด็นความเชื่อมั่นด้านอุปทานพลังงานจากสถานการณ์ความขัดเเย้งในตะวันออกลาง นายนรินทร์ระบุว่า ท่อส่งตะวันออกยังคงมีความน่าเชื่อถือ แม้ต้องยอมรับว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อจุดผ่านสำคัญด้านเชื้อเพลิงของโลก เนื่องจากเชื้อเพลิงฟอสซิลส่วนใหญ่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซแต่เชื่อว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและดีขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานก็จะลดลง

ขณะที่หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าราคาพลังงานจะกลับเข้าสู่ระดับสมดุล นายนรินทร์กล่าวว่า ราคาจะลดลง แต่จะลดลงไปมากแค่ไหนนั้น จำเป็นต้องติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความมั่นคงพลังงานเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์

นายนรินทร์กล่าวว่าบทเรียนที่ได้รับจากความขัดแย้งครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่า ความมั่นคงทางพลังงานจะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ประเทศใดก็ตามที่มีความมั่นคงทางพลังงาน ก็จะมีข้อได้เปรียบในด้านการดึงดูดนักลงทุน

ความมั่นคงทางพลังงานหมายถึง ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากความผันผวนหรือเหตุการณ์ที่กระทบต่อระบบพลังงาน ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การส่งไฟฟ้า และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับด้านการผลิตไฟฟ้า นายนรินทร์มองว่าจำเป็นต้องมี การกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าให้มีความหลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้

“ต้องมีแหล่งพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความเสี่ยงได้ และหากมองในแง่ของความท้าทายด้านพลังงาน ประเด็นนี้ก็จะยังคงพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต่อไป เพราะหากมีความมั่นคงทางพลังงาน แต่พลังงานนั้นมีราคาไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็แทบไม่มีความหมายอะไร ก็จะไม่มีข้อได้เปรียบด้านการแข่งขัน”

ดังนั้นในเรื่องการส่งเสริมการลงทุน นายนรินทร์มองว่ารัฐบาลไทยพยายามผลักดันเรื่องนี้เช่นกัน โดยได้เปิดให้มี สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และเปิดให้มี การเข้าถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับบุคคลที่สาม (Third-Party Access)

“เมื่อเปิดให้มี Direct PPA และ Third-Party Access ก็จำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่สามารถบริหารจัดการและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้ จึงจำเป็นต้องลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้า”

นายนรินทร์ กล่าวว่าสำหรับ กฟผ. มีการดำเนินงานด้านการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย หรือ Grid Modernization รวมถึงการลงทุนในระบบพยากรณ์ เนื่องจากจำเป็นต้องมีข้อมูลที่แม่นยำตั้งแต่ต้นทางของระบบไฟฟ้าก็จะสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กฟผ.ย้ำทำ 30,000 เมกะวัตต์ได้

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายของประเทศไทยที่ค่อนข้างท้าทาย โดยตั้งเป้าไว้ที่ 30,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 หาก กฟผ. ไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าตามเป้าหมายได้ ใครจะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ใครสามารถทำหน้าที่นี้ได้บ้าง

นายนรินทร์กล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นว่า กฟผ. สามารถทำได้ เนื่องจากมีแผนที่จะดำเนินการ โดยเรื่องหนึ่งที่คือโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ซึ่งจะขยายโครงการนี้ต่อไป เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ผิวน้ำที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาพลังงานชีวมวลได้ เนื่องจากประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรจำนวนมาก เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีควบคุมและลดปัญหาดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริม โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลผลักดัน และจะช่วยเร่งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า

“เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวและเน้นย้ำไปก่อนหน้านี้ เมื่อเรามีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมากขึ้นตามแผน PDP ซึ่งอาจมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 60-80% เราจำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่สามารถบริหารจัดการและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้”