
อุปสงค์น้ำมันฟื้นตัว หลังการฉีดวัคซีน COVID-19 ที่ทั่วถึง นำประชาคมโลกสู่ภาวะปกติใหม่
อุปสงค์น้ำมันฟื้นตัวหลังการฉีดวัคซีนCOVID-19ที่ทั่วถึงนำประชาคมโลกสู่ภาวะปกติใหม่
ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent ในช่วงไตรมาส 3/2564 ซื้อขายอยู่ในช่วง 65-77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาเฉลี่ยล่าสุดอยู่ที่ 72.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2564 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากอุปสงค์น้ำมันฟื้นตัวหลังการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ณ วันที่ 21 ก.ย. 64 ทั่วโลกมีผู้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว 2.5 พันล้านคน คิดเป็น 32% ของประชากรโลก รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ในหลายประเทศช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้จากรายงานฉบับเดือน ก.ย. 64 ของ Energy Information Administration (EIA) ของสหรัฐฯ ประเมินอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2564 อยู่ที่ระดับ 97.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปีก่อน นอกจากนี้ราคาน้ำมันยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางทั่วโลกที่ใช้มาตรการ ผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยเฉพาะธนาคารกลางของสหรัฐฯ (FED) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ ระดับ 0.00-0.25% แต่มีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรมูลค่ารวม 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือน พ.ย. 64
ทางด้านอุปทาน กลุ่ม OPEC และพันธมิตร (OPEC+) ได้ติดตามสภาวะตลาดน้ำมันอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการปริมาณการผลิต โดยติดตามระดับความร่วมมือ (Compliance Rate) ทุกเดือน ทั้งนี้กลุ่ม OPEC+ มีข้อตกลงเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.ค. 64 ปริมาณรวม 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และจะใช้มาตรการลดปริมาณการผลิตจนถึงเดือน ธ.ค. 65 ในส่วนของปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ลดลงบางส่วนเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูมรสุม (เดือน มิ.ย.-พ.ย. ของทุกปี) ทั้งนี้ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ของสหรัฐฯ ประเมินว่าปีนี้จะมีพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติค 7-10 ลูก สูงกว่าปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 7 ลูก ล่าสุดเฮอริเคน Ida (ระดับ 4 : ความเร็วลม 210-250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) พัดผ่านบริเวณแหล่งผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ในวันที่ 29 ส.ค. 64 ส่งผลให้การผลิตปิโตรเลียมหยุดชะงัก โรงกลั่นน้ำมันในรัฐหลุยเซียนาหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการ
ในส่วนของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าติดตามและมีผลต่อตลาดน้ำมัน ได้แก่ การเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงระงับโครงการนิวเคลียร์ (Joint Comprehensive Plan of Action : JCPOA) ระหว่างชาติมหาอำนาจกลุ่มประเทศ P5+1 ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และเยอรมนี ปัจจุบันการเจรจาได้หยุดชะงักหลังจาก นาย Ebrahim Raisi ที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 64 อิหร่านยืนกรานปฏิเสธการตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์โดยสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (International Atomic Energy Agency : IAEA) และยังกลับมาเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี S&P Global Platts คาดการณ์หากการเจรจาระหว่างประเทศมหาอำนาจกับอิหร่านบรรลุผลภายในเดือน ต.ค. 64 อิหร่านจะสามารถผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในเดือน ธ.ค. 64 และ มี.ค. 65 ตามลำดับ (เดือน ก.ค. 64 ผลิตที่ 0.75 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองทำให้การเจรจา JCPOA มีความไม่แน่นอนสูง
ด้านการยึดครองอำนาจในอัฟกานิสถานของกลุ่มตาลีบันไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากอัฟกานิสถานไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่จากอิหร่านประมาณ 20,000 บาร์เรลต่อวัน ประเด็นที่น่าจับตามองคือการเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ที่อาจส่งผลให้จีนมีบทบาทมากขึ้น จากข่าวตัวแทนของกลุ่มตาลีบันได้เข้าพบ รมว. กระทรวงการต่างประเทศของจีน ที่กรุงปักกิ่งก่อนบุกยึดกรุงคาบูล ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 64 ทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่าบริษัทจีนมีโอกาสเข้าไปลงทุน และใช้อัฟกานิสถานเป็นจุดเชื่อมต่อในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (One Belt One Road) สู่บริเวณดังกล่าว และทำธุรกิจขุดแร่หายาก (Rare Earth) ที่ใช้ผลิตไมโครชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยี
นายดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะกลับคืนสู่ระดับ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบเท่าระดับก่อนเกิด COVID-19 ในช่วงปลายปี 2565 สอดคล้องกับการประเมินของ Energy Information Administration (EIA) ของสหรัฐฯ ที่คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกในปีหน้าอยู่ที่ 101.01 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.63 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปี 2564 และมีมุมมองต่อราคา ณ ปัจจุบันว่า ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยกลุ่ม OPEC+ จะสามารถบริหารนโยบายการผลิตให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของการใช้น้ำมันซึ่งจะช่วยพยุงราคาน้ำมันให้ทรงตัวอยู่ในกรอบดังกล่าว แม้สถานการณ์ COVID-19 จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี การกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะสนับสนุนการใช้น้ำมันและยกระดับราคา อีกทั้งกระบวนการควบคุมโรคที่รัดกุมจะนำประชาคมโลกสู่ภาวะปกติใหม่
ให้จับตาการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ Conference of the Parties : COP 26 ที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.-12 พ.ย. 64 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางพลังงานในอนาคต โดยเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงในหลายประเทศ อาทิ อุทกภัยครั้งใหญ่ในเยอรมนี จีน และนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ อีกทั้งไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ ตุรกี และอิตาลี บ่งชี้ถึงบรรยากาศโลกเสียสมดุล เกิดสภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั่วโลกในทุกภาคส่วนในการเร่งกระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ทั้งนี้อุตสาหกรรมพลังงานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว และร่วมสร้างสมดุลต่อสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ
หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)






