
40 ปี เอราวัณ พลังขับเคลื่อนไทย
จากความพยายามที่ประเทศไทย ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในยุคเริ่มต้นรัฐบาลจึงได้เข้ามาส่งเสริมอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณจึงถือกำเนิดขึ้นมา เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย มีบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ
และในปีนี้ “แหล่งเอราวัณ” ได้ทำหน้าที่ผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับคนไทยครบ 40 ปี หรือ 4 ทศวรรษ ที่ได้ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างบุคลากรชาวไทยและวางรากฐานอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
พลังงานที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ
แหล่งเอราวัณเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2524 หรือเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศสู่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” ที่ไทยสามารถพึ่งพาพลังงานในประเทศได้มากขึ้น โดยก๊าซธรรมชาติจากเอราวัณที่ผลิตได้ ถูกนำมาเป็นเชื้อเพลิงให้กับภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคผลิตกระแสไฟฟ้า ภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่สำคัญก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ มีคุณภาพที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ จึงนำมาสู่การพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด(Eastern Seaboard) ในยุคเริ่มต้น ถือเป็นฐานการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆรวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบและดึงดูดการลงทุนจากในประเทศและนอกประเทศเกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนไทย เปิดศักราชการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมให้เจริญรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
พลังคนเพื่ออนาคตพลังงานไทย
ด้วยอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และมีคนไทยน้อยคนที่มีความเชี่ยวชาญหรือจบการศึกษาในสาขานี้มาโดยตรง ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะมารองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิบัติการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างปลอดภัย เชฟรอนจึงได้ก่อตั้ง “ศูนย์เศรษฐพัฒน์” ขึ้นในปี พ.ศ. 2523 ที่จังหวัดสงขลา เพื่อมาพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้โดยตรง ให้มีทักษะความรู้ความสามารถทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อลงไปปฏิบัติงานที่แหล่งเอราวัณได้อย่างปลอดภัย
โดยกล่าวได้ว่า แหล่งเอราวัณคือโรงเรียนกลางอ่าวไทยที่สร้างคนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และแก้ปัญหาจากการลงมือทำงานจริง ส่วน ‘เศรษฐพัฒน์’ ก็คือโรงเรียนบนฝั่งที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเสมือนจริง ให้ผู้เข้าฝึกอบรมได้มีความพร้อมมากที่สุด ก่อนการลงไปปฏิบัติงานกลางอ่าวไทย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ศูนย์เศรษฐพัฒน์ได้สร้างช่างเทคนิคปิโตรเลียมและช่างในสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปแล้วทั้งหมด 60 รุ่น เป็นจำนวนกว่า 1,700 คนรวมถึงฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไปแล้วกว่า 400,000 คน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศให้ก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน
บุญล้อม เส็งสำราญ อดีตผู้จัดการฐานผลิตเอราวัณ เป็นชาวไทยหนึ่งใน 45 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมด้านปิโตรเลียมและเทคโนโลยี ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ เป็นรุ่นแรก ในช่วงเวลากว่า 1 ปี กล่าวว่า“ช่วงแรกที่ลงไปปฏิบัติงานที่แหล่งเอราวัณพนักงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ พวกเราก็ไปเรียนรู้จากพวกเขา จนเวลาผ่านไปบุคลากรที่เป็นชาวไทยก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆโดยปี 2557 เป็นปีสุดท้ายที่ได้ปฏิบัติงานบนแหล่งเอราวัณ บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวไทย ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาบุคลากรชาวไทยของเชฟรอนอย่างต่อเนื่อง”
พลังแห่งการเอาชนะความท้าทาย
ทั้งนี้ ด้วยโครงสร้างแหล่งกักเก็บก๊าซธรรมชาติของแหล่งเอราวัณ มีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 4,500 ตารางกิโลเมตร และแต่ละกระเปาะยังมีอัตราการเสื่อมถอยของผลผลิตสูงใช้ไม่นานก็หมดไป จึงจำเป็นต้องเจาะหลุมจำนวนมาก เพื่อให้สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานคงความต่อเนื่องในการส่งมอบพลังงานให้กับประเทศ ทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมีการลงทุนสูงและมีความเสี่ยงทางธุรกิจไม่น้อย เชฟรอนเอาชนะความท้าทายทางธรณีวิทยาของแหล่งเอราวัณ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานเพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติมีประสิทธิภาพ สามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงเกินไป ได้มาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เชฟรอนเป็นผู้นำในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเช่น การสำรวจโดยวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบสามมิติ (3D Seismic) เพื่อให้การแปลผลสภาพทางธรณีวิทยาแม่นยำยิ่งขึ้น การขุดเจาะหลุมผลิตขนาดเล็กแบบมาตรฐาน (Standard Slim Hole) เครื่องเพิ่มแรงดันที่ติดตั้งบนแท่นหลุมผลิต (Remote Compressor Package) การอัดน้ำเสียในกระบวนการผลิตกลับลงหลุมที่ผลิตหมดแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งน้ำเสียลงทะเล (Produced Water Injection) เป็นต้น โดยเทคโนโลยีและมาตรฐานการทำงานของเชฟรอน ยังได้รับการยอมรับจากภาครัฐและกลายเป็นมาตรฐานให้กับผู้ผลิตรายอื่นในประเทศอีกด้วย
พลังแห่งความภาคภูมิใจ
พนักงานที่ปฏิบัติงาน ณ แหล่งเอราวัณ และแหล่งผลิตอื่นๆ กลางอ่าวไทย ได้มีโอกาสให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่หลากหลายชีวิตที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงป่วยหรือได้รับบาดเจ็บหรือมีกรณีของการเจ็บครรภ์ที่เจ้าหน้าที่ห้องพยาบาลได้ช่วยทำคลอดให้ รวมถึงสัตว์ต่างๆ เช่น ฉลามวาฬเต่าที่ติดเชือกอวน หรือแม้กระทั่งสุนัขที่ว่ายน้ำลอยคออยู่กลางทะเลอย่างเจ้า “บุญรอด” ก็ได้รับความช่วยเหลือและนำไปเลี้ยงดูอย่างดีที่บ้านของพนักงานบนแท่นนั่นเอง
รวมถึงชาวเอราวัณและพนักงานนอกฝั่ง พร้อมด้วยครอบครัว ยังใช้เวลาในช่วงหยุดพักหลายสัปดาห์ จากการปฏิบัติงาน รวมตัวกันทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชน อาทิ สร้างโรงเรียน สร้างสนามเด็กเล่น ปลูกป่า รวมถึง ช่วยเหลือสังคมในวิกฤตต่างๆเช่น การฟื้นฟูชุมชนในจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิในปี 2547 ซึ่งสปิริตจิตอาสาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ได้เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของพนักงานเชฟรอน ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งมาจนถึงปัจจุบัน
ชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า 4 ทศวรรษ หรือ 40 ปี ที่เชฟรอนผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณได้ทำหน้าที่เป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม ตลอดจนเป็นโรงเรียนที่สร้างบุคลากรชาวไทยที่มีความสามารถออกไปปฏิบัติงานตามหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เป็นพลังคนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้รวมถึงยังได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมและชุมชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านของเรา นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาวเชฟรอนทุกคนจากรุ่นสู่รุ่น
หากเปรียบเอราวัณเป็นคน การเดินทางตลอด 40 ปีของคนคนนี้ได้ผ่านความท้าทายต่างๆ มามากมายเมื่อได้มองย้อนกลับไป ทำให้เกิดความภูมิใจ และเป็นแรงผลักให้ก้าวต่อไป ในการเอาชนะความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะข้างหน้าต่อไป






