
เมื่อการร่วมวงบล็อกเชน ไม่ได้กินไฟเสมอไป
สัปดาห์ก่อนเราพูดถึงการขุด Bitcoin กันไป ซึ่งหลายท่านก็อาจทราบกันบ้างว่าเครือข่ายประเภทนี้ใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อทำการสร้างบล็อกแข่งกัน สำหรับเครือข่ายบล็อกเชนยุคใหม่ๆ ก็มีการเลี่ยงการใช้พลังงานและแข่งกันด้วยอย่างอื่นแทน ซึ่งสิ่งที่ต่างออกไปนั้นคือกลไกการเห็นพ้อง (Consensus Mechanism) นั่นเองครับ
กลไกการเห็นพ้องคือกฎของเครือข่ายว่า เครื่องสมาชิกที่รับบันทึกหน้าใหม่ของบล็อกเชนเข้าไป จะยอมรับกันอย่างไรว่าสมาชิกที่ประกาศว่าตัวเองเป็นผู้สร้างบล็อกใหม่ และจะรับรางวัลในการสร้างบล็อก จะเป็นใครนั่นเอง สำหรับ Bitcoin และ Ethereum ในปัจจุบัน จะใช้กลไกที่เรียกว่า “Proof of Work” ซึ่งก็ต้องเอาหลักฐานการคำนวณมา
การคำนวณนี้แหละครับที่ทำให้เกิดการใช้พลังงาน เพราะต้องแข่งกันคำนวณให้ได้คำตอบที่ถูกต้องก่อน ฉะนั้นคนที่มีพลังประมวลผลเยอะที่สุด ก็มีโอกาสที่จะหาคำตอบพบก่อนก็เลยต้องเพิ่มจำนวนเครื่องขุดของตัวเองและก็เลยใช้พลังงานเยอะตามไปนั่นเอง
สำหรับบล็อกเชนยุคถัดมาอย่าง Cardano, Polkadot, Tezos และ Avalanche จะใช้กลไกการเห็นพ้องที่เรียกว่า “Proof of Stake” หรือถ้าพูดง่ายๆ คือดูหลักฐานการวางมัดจำครับ โดยบล็อกเชนเหล่านี้จะให้สมาชิกเครือข่ายที่ต้องการสร้างบล็อกใหม่ทำการล็อกโทเคนไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อรับสิทธิ์ในการถูกสุ่มเลือกขึ้นมาสร้างบล็อกใหม่
ถ้าสมาชิกคนนั้นสะสมโทเคนมาและทำการล็อกไว้เยอะมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสในการถูกสุ่มขึ้นมาสร้างบล็อกใหม่มากขึ้นเท่านั้นซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สมาชิกใช้ ก็ต้องมีพลังประมวลผลแค่พอที่จะรัน smart contract ก็พอ ซึ่งสมาร์ทโฟนสมัยนี้ก็ทำได้สบายๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องตั้งเครื่องขุดพลังสูงมาแข่งกัน เพราะนี่เป็นการแข่งวางมัดจำกันนั่นเอง
บล็อกเชนที่ใช้กลไก Proof of Stake นั้นใช้พลังงานน้อยกว่ามาก และมีความแน่นอนว่าบล็อกใหม่จะออกเมื่อไหร่มากกว่า ในอนาคตเครือข่าย Ethereum ก็จะเปลี่ยนมาใช้กลไกนี้ครับ
ที่จริงแล้วยังมีกลไกการเห็นพ้องแบบอื่นอีกมากมาย เช่น Proof of Authority ซึ่งใช้หลักฐานตัวตนว่า มีอำนาจสร้างบล็อกจริง นิยมใช้ใน Private Blockchain หรือบล็อกเชนส่วนบุคคลซึ่งผมจะเขียนถึงในอนาคตครับ และยังมีกลไกแปลกใหม่หรือลูกผสมอีกมากมาย เช่น Proof of Space, Proof of Capacity, Proof of Stake-Authority ฯลฯ







