thansettakij
thansettakij
ลุ้นเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 ชี้ชะตาเมืองหลวง 4 ปี เดิมพันงบ 9.2 หมื่นล้าน

ลุ้นผลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ชี้ชะตาเมืองหลวง 4 ปี เดิมพันงบ 9.2 หมื่นล้าน

28 มิ.ย. 69 | 07:36 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มิ.ย. 69 | 07:37 น.

นับถอยหลังปิดหีบเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 จับตาผู้บริหารเมืองหลวงคนใหม่กับภารกิจใหญ่บริหารงบกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท แก้โจทย์รถติด น้ำท่วม ความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงในอีก 4 ปี

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 จะเป็นการกำหนดทิศทางการบริหารและอนาคตของกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า
  • ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่จะมีอำนาจในการบริหารงบประมาณประจำปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 9.2 หมื่นล้านบาท
  • งบประมาณดังกล่าวถูกคาดหวังว่าจะนำไปใช้แก้ปัญหาเร่งด่วนของเมืองหลวง โดยเฉพาะปัญหาการจราจรและการพัฒนาพื้นที่ในระดับเขต

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ปี 2569 เดินทางมาถึงวันชี้ชะตา โดยประชาชนชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิเลือกผู้บริหารเมืองหลวงคนใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ก่อนปิดหีบและเข้าสู่กระบวนการนับคะแนน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ก่อนครบวาระ ส่งผลให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. เป็นการชั่วคราว

ศึกเลือกตั้งครั้งที่ 12 ของผู้ว่าฯ กทม. มีผู้สมัครทั้งหมด 18 คน จากทั้งผู้สมัครอิสระและตัวแทนพรรคการเมือง โดยมีผู้สมัครที่ได้รับความสนใจ อาทิ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 1 นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10 พลตำรวจโท ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12 และนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กลุ่มเพื่อนมัลลิกา หมายเลข 14

ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ก. ซึ่งเป็นตัวแทนระดับพื้นที่ มีผู้สมัครรวม 258 คน เพื่อชิง 50 ที่นั่ง จาก 50 เขต โดยมีทั้งผู้สมัครจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และผู้สมัครอิสระ ซึ่งผู้สมัครอิสระมีจำนวน 90 คน หรือ 34.88% ของผู้สมัครทั้งหมด

ผู้ว่าฯ-ส.ก. กลไกคู่ขับเคลื่อนเมืองหลวง

กรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นเพียงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน การคมนาคม การแพทย์ และการศึกษาของประเทศ โดยมีประชากรตามทะเบียนบ้านที่มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 4.4 ล้านคน และยังรองรับประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานและเรียนอีกจำนวนมาก การบริหารกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะคนเมืองหลวง แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เพราะ กทม. เป็นฐานธุรกิจสำคัญ ที่ตั้งของบริษัทขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน และระบบบริการสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. จำเป็นต้องเดินควบคู่กับ ส.ก. เพราะสภา กทม. มีบทบาทสำคัญในการพิจารณางบประมาณ ออกข้อบัญญัติ และตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะกำหนดว่า นโยบายของผู้ว่าฯ จะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด

งบ 9.2 หมื่นล้าน เดิมพันการพัฒนา “เส้นเลือดฝอย”

สำหรับปี 2569 สภา กทม. เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงินรวม 92,700.65 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองระดับพื้นที่ หรือ “เส้นเลือดฝอย” ผ่านการจัดสรรงบให้ระดับเขตกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท แนวทางหลักขับเคลื่อนผ่านนโยบาย “9 ด้าน 9 ดี” โดยด้าน “เดินทางดี” ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด สะท้อนว่าปัญหาการเดินทางและระบบขนส่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ของคนกรุง

เขตที่ได้รับงบประมาณสูง ได้แก่ เขตหนองจอก 871.8 ล้านบาท รองลงมาคือบางขุนเทียน และดอนเมือง ซึ่งสะท้อนความแตกต่างของปัญหาแต่ละพื้นที่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน น้ำท่วม และการขยายตัวของเมือง

คนกรุงคาดหวังผู้ว่าฯใหม่ แก้ปัญหาเร็ว เห็นผลจริง

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนสะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ มีความตื่นตัวต่อการเลือกตั้งครั้งนี้สูง โดย 85.9% ตั้งใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ประชาชนให้น้ำหนักกับผลงานและความสามารถในการแก้ปัญหามากกว่าสังกัดทางการเมือง โดย 64% ระบุว่าตั้งใจเลือกผู้สมัครอิสระ

ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งแก้ไข อันดับแรกคือการจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ รองลงมาคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

4 ปีข้างหน้า บททดสอบใหญ่ของผู้ว่าฯคนใหม่

หลังจากผลเลือกตั้งออกมา ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่จะต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในการบริหารมหานครที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการจัดการจราจร การรับมือปัญหาน้ำท่วม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับบริการสาธารณะ

ขณะเดียวกัน ความท้าทายสำคัญคือการทำให้งบประมาณกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ตั้งแต่ถนนหน้าบ้าน ทางเท้า ระบบระบายน้ำ ความปลอดภัย ไปจนถึงคุณภาพชีวิตในทุกเขต เพราะสุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่เพียงการเลือกคนบริหารเมือง แต่คือการกำหนดทิศทางของกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่าเมืองหลวงของไทยจะเดินไปในทิศทางใด