

นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และปัจจุบันทำหน้าที่ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินผลการเลือกตั้ง โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าที่พรรคก้าวไกลเคยทำไว้ในการเลือกตั้งครั้งก่อน พร้อมย้ำว่ายังเชื่อมั่นในกระแสการสนับสนุนของประชาชน
เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจมีการพิจารณาคดี 44 สส. นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับการพิจารณา แต่ยืนยันว่าพรรคประชาชนได้เตรียมทางออกไว้แล้วสำหรับกรณีนี้ และมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
"แนวทางรับมือดังกล่าวมีการเตรียมการมาตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกลแล้ว เพียงแต่ยังเร็วเกินไปที่จะเปิดเผยรายละเอียด และยังมีความเป็นไปได้ว่าพรรคประชาชนอาจได้อันดับหนึ่งด้วยจำนวน สส. ที่มากพอจนไม่กระทบจากกรณี 44 สส."
สำหรับกรณีสมมติว่าพรรคได้อันดับหนึ่งแต่จำนวน สส. ไม่ถึง 200 คน นายชัยธวัชระบุว่ายังไม่ขอให้ความเห็น เนื่องจากต้องรอการตัดสินใจจากคณะกรรมการบริหารพรรค และในฐานะผู้ช่วยหาเสียงไม่เหมาะสมที่จะตอบรายละเอียดเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมืองในเวลานี้
ในประเด็นผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพลต่าง ๆ นายชัยธวัชให้ความเห็นว่า โพลหลายสำนัก โดยเฉพาะนิด้าโพล มักสะท้อนภาพรวมระดับประเทศหรือระดับภาคมากกว่าระดับเขตเลือกตั้ง ซึ่งจากประสบการณ์การเลือกตั้งปี 2566 พบว่าผลโพลระดับเขตมีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างมาก ดังนั้นคะแนนจริงจากการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามมากกว่า
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายชัยธวัชประเมินว่าพรรคประชาชนยังมีโอกาสสูง และเชื่อว่าจำนวน สส. เขตในกรุงเทพฯ ไม่น่าจะต่ำกว่า 30 เขต ขณะที่พื้นที่ปริมณฑลยังคงมั่นใจว่าพรรคจะสามารถรักษาฐานเสียงและความเป็นแชมป์ไว้ได้
เมื่อถูกถามถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายชัยธวัชกล่าวว่า จากข่าวที่ปรากฏพบว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นหลายกรณี โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงตัวความผิดพลาด แต่คือเรื่องความรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีการเลือกตั้งปี 2566 ที่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจากต่างประเทศถูกส่งมาล่าช้าและไม่ได้รับการนับคะแนน ซึ่งส่งผลให้ตนเองแพ้การเลือกตั้ง ทั้งที่หากนับคะแนนดังกล่าวจะเป็นผู้ชนะ แต่กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบ และกลายเป็นการตัดสิทธิ์ของประชาชน
"กลไกความรับผิดชอบของ กกต. ตั้งแต่กรณีเล็กไปจนถึงกรณีใหญ่ เช่น การย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยประชาชนไม่ทราบ หรือกรณีปัญหาเกี่ยวกับประชามติ"
สำหรับกรณีข่าวการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดพะเยา ที่มีรายงานว่ามีการกาบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนเพิ่มเข้ามา 7 ใบ นายชัยธวัชระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียด และต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคจะเป็นผู้พิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการเอาผิดหรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าหากพบความไม่ชอบมาพากล ผู้สมัครของพรรคจะต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างเต็มที่
ในส่วนของการประเมินผลประชามติ นายชัยธวัชแสดงความเชื่อมั่นว่าจะผ่าน โดยให้เหตุผลว่าฐานผู้สนับสนุนของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยรวมกันมีโอกาสเกินร้อยละ 50 ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ประชามติผ่านได้
สำหรับกรณีของ นพ.สุภัทร นายชัยธวัชระบุว่าฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนได้เตรียมการโต้แย้งไว้แล้ว ทั้งในระดับ กกต. เขต ศาลฎีกา และรวมถึงในชั้นของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.)
ท้ายที่สุด นายชัยธวัชกล่าวถึงคดี 44 สส. ว่า ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องกรอบเวลาในการพิจารณาคดี แต่คือคำถามว่าคดีนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น การที่ สส. ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างกฎหมาย แล้วถูกกล่าวหาว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล
และตั้งคำถามถึงดุลยพินิจของทั้ง กกต. และ ป.ป.ช. ในการชี้ว่ามีมูลความผิดและส่งเรื่องไปยังศาล โดยมองว่านี่คือการก้าวล่วงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติอย่างรุนแรง และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการตรวจสอบทางการเมืองในประเทศไทย