เปิดบทลงโทษซื้อสิทธิ์–ขายเสียง เลือกตั้ง 2569 ผิดหนักแค่ไหน

23 ม.ค. 2569 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ม.ค. 2569 | 04:33 น.

คู่มือเลือกตั้ง 2569 กกต.เน้นย้ำโทษทุจริตซื้อสิทธิ -ขายเสียง ผู้ซื้อ-ผู้ขาย มีความผิดอะไรบ้าง เช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าคูหา

KEY

POINTS

  • ผู้ซื้อสิทธิเลือกตั้งมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
  • ผู้ขายเสียงมีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
  • ประชาชนที่ขายเสียง หากแจ้งเบาะแสต่อ กกต. ก่อนถูกจับกุม จะได้รับการยกเว้นโทษและไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ พรรคการเมืองและผู้สมัครจากหลายพื้นที่ต่างเร่งลงพื้นที่หาเสียง แนะนำตัว และนำเสนอนโยบายเพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ประเด็นที่มักถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือเรื่อง การซื้อสิทธิ และการขายเสียง ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเน้นย้ำถึงบทลงโทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งในกรณีของผู้ซื้อเสียงและผู้ขายเสียง วันนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"จึงได้รวบรวมข้อมูลเพื่อมาเป็นคู่มือ ว่าหากผู้ซื้อสิทธิมีการทำความผิดในลักษณะดังกล่าวนี้ จะมีบทลงโทษอย่างไร หรือในกรณีที่ประชาชนคนทั่วไป ที่ทำการขายเสียง จะมีบทลงโทษอย่างไร ทั้งนี้สามารถตรวจสอบได้ที่นี่
 

กรณีผู้ซื้อสิทธิ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1.  จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
  2. ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด
  3.  ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ
  4. เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด
  5.  หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ผู้ใดฝ่าฝืน 

  • ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือ
  • ปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
  • ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี 

ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิด ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจำนวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนำจับ (มาตรา 158 และ 159)
 

กรณีผู้ขายเสียง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 101 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน

ผู้ใดฝ่าฝืน 

  • ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 -5 ปี หรือ
  • ปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี 

ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายก่อนถูกจับกุม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 164)