KEY
POINTS
ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ พรรคการเมืองและผู้สมัครจากหลายพื้นที่ต่างเร่งลงพื้นที่หาเสียง แนะนำตัว และนำเสนอนโยบายเพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ประเด็นที่มักถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือเรื่อง การซื้อสิทธิ และการขายเสียง ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเน้นย้ำถึงบทลงโทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งในกรณีของผู้ซื้อเสียงและผู้ขายเสียง วันนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"จึงได้รวบรวมข้อมูลเพื่อมาเป็นคู่มือ ว่าหากผู้ซื้อสิทธิมีการทำความผิดในลักษณะดังกล่าวนี้ จะมีบทลงโทษอย่างไร หรือในกรณีที่ประชาชนคนทั่วไป ที่ทำการขายเสียง จะมีบทลงโทษอย่างไร ทั้งนี้สามารถตรวจสอบได้ที่นี่
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิด ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจำนวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนำจับ (มาตรา 158 และ 159)
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 101 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน
ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายก่อนถูกจับกุม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 164)