มติสภากลาโหมคงกำลังชายแดนกัมพูชา อีก 1 ปี เร่งทำรั้ว-ของบคุมพื้นที่

09 ม.ค. 2569 | 10:21 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 10:30 น.

มติสภากลาโหมสั่งคงกำลังชายแดนไทย-กัมพูชา 1 ปี จนกว่าจะคลี่คลาย เร่งทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์–รั้วถาวร ชงนายกฯ ของบคุมพื้นที่รมว.กลาโหมย้ำคุมพื้นที่ได้ แต่ยังไม่วางใจ

KEY

POINTS

  • สภากลาโหมมีมติให้คงกำลังทหารประจำการในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี
  • เร่งรัดการก่อสร้างรั้วถาวรในพื้นที่จำเป็น พร้อมติดตั้งรั้วอิเล็กทรอนิกส์และกล้องวงจรปิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง
  • เพิ่มมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดน โดยปรับปรุงบัญชีสินค้าควบคุมให้ทันสมัย และพิจารณาจัดสรรพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกทำกินเพื่อช่วยดูแลพื้นที่

วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า ที่ประชุมมีแนวทางสำคัญในการดูแลแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้

- คงกำลังทหารในพื้นที่เสี่ยงอย่างน้อย 1 ปี จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายอย่างแท้จริง โดยยอมรับว่า แนวชายแดนยาวถึง 798 กิโลเมตร ไม่สามารถคงกำลังได้ทุกพื้นที่ จึงต้องพิจารณาคงกำลังเฉพาะจุดยุทธศาสตร์หรือพื้นที่เสี่ยง

- ติดตั้งรั้วอิเล็กทรอนิกส์และกล้องซีซีทีวี ในบางพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและลดช่องว่างการลักลอบข้ามแดน

- ก่อสร้างรั้วถาวร ในพื้นที่ที่มีความจำเป็น เพื่อป้องกันการรุกล้ำและสร้างแนวป้องกันระยะยาว

-หารือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอใช้พื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่หวงห้ามบางส่วน เพื่อจัดสรรให้ทหารผ่านศึกเข้าไปทำกิน เนื่องจากทหารผ่านศึกยังมีจิตวิญญาณความเป็นทหาร สามารถช่วยดูแลพื้นที่ชายแดนได้

-พัฒนาบางพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาความมั่นคง

รมว.กลาโหม ระบุว่า แนวทางทั้งหมดได้รายงานต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากจำเป็นต้องของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการตามแผนการรักษาความมั่นคงชายแดนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

พล.อ.ณัฐพล ยังขอบคุณรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงกำลังพลทุกนาย ที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมการปฏิบัติภารกิจที่ประสบความสำเร็จ ในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

พล.อ.ณัฐพล ระบุอีกว่า ที่ประชุมได้รับฟังรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยืนยันว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายความมั่นคง และมีระบบติดตามประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประเทศไทยยังคงยึดมั่นในถ้อยแถลงการหยุดยิง และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองทัพมีความพร้อมสูงสุด หากเกิดการรุกล้ำอธิปไตยหรือการละเมิดผลประโยชน์ของชาติ

“กองทัพมีความพร้อมในการปฏิบัติการ เพราะเรามีกฎการใช้กำลังที่ยึดถืออยู่แล้ว ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น และติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ และศูนย์ประสานงานข้อมูลข่าวสารไทย–กัมพูชา เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวบิดเบือน” รมว.กลาโหม กล่าว

พล.อ.ณัฐพล กล่าวด้วยว่า การปฏิบัติการในสถานการณ์ชายแดนครั้งนี้ ได้แบ่ง “สนามรบ” ออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ สนามรบในพื้นที่ชายแดนซึ่งดูแลโดยทั้ง 3 เหล่าทัพ สนามรบด้านการต่างประเทศ และสนามรบด้านการตอบโต้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทั้งหมดต้องดำเนินไปควบคู่กันอย่างรอบคอบ

ในส่วนการควบคุมสินค้ายุทธภัณฑ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ได้มีการปรับปรุงบัญชีสินค้าควบคุมให้ทันสมัยมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับเป็นกฎหมายปี 2524 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าที่มีลักษณะเป็นยุทธภัณฑ์ ที่อาจนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย รวมถึงเชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และ แก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างการกำหนดผู้อำนวยการควบคุมให้ทันสมัย จากเดิมที่กำหนดเฉพาะบางจังหวัด เช่น จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันได้เพิ่มจังหวัดสระแก้ว เพื่อให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชายแดนบริเวณช่องบก และช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับรายงานว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ในการควบคุม และคาดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม กองทัพยังคงเตรียมความพร้อมปฏิบัติการตลอดเวลา

“จากการลงพื้นที่ ได้เน้นย้ำให้กำลังพลใช้ความอดทนอดกลั้น ไม่ยิงตอบโต้ทันที เพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลายและประชาชนเดือดร้อน แต่หากเกิดเหตุซ้ำอีกครั้ง คงไม่ใช่อุบัติเหตุ และเรามีกฎการใช้กำลังที่ชัดเจน หากกำลังพลได้รับบาดเจ็บสาหัส อาจจำเป็นต้องตอบโต้อย่างได้สัดส่วนและจำเป็น” พล.อ.ณัฐพล กล่าว พร้อมย้ำว่าไม่ต้องการลงรายละเอียดมากกว่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วยุ