
เปิดเหตุผล “แพทองธาร ชินวัตร” ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เป็น “นายกรัฐมนตรีคนที่ 31”
เปิดเหตุผล แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมง ผ่านด่านโหวต นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในยุคคสช.
พรรคเพื่อไทยใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง “ปิดเกม” ลงมติเลือก “แพทองธาร ชินวัตร” ขึ้นแท่น “นายกรัฐมนตรี คนที่ 31” ชนิดม้วนเดียวจบ
แม้ในช่วงแรกของชูชื่อ “แพทองธาร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน หรือ “อดีตพรรคก้าวไกล” จะงัดกลยุทธ “ดีเลย์แทคติก” ขออภิปรายคุณสมบัติ “ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 31” 20 นาที
ทว่าตั้งแต่ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานสภาผู้แทนราษฎรกดปุ่มสัญญาณเรียกประชุมในเวลา 10.01 น. จนกระทั่งรู้ผลการลงมติในเวลา 12.35 น. เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ได้ชื่อ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 31”
การลงมติเลือก “แพทองธาร” เป็นบุคคลได้รับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยได้เสียง สส.เห็นด้วย 319 เสียง ไม่เห็นด้วย 145 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง โดยไม่มี “เสียงสว.” มาร่วมโหวตในครั้งนี้ด้วย
เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ใน “บทเฉพาะกาล” มาตรา 272 กำหนดให้ 5 ปีแรกของการมี “รัฐสภาชุดแรก” หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เปิดทางให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 หรือ “ฉบับประชามติ” ที่ร่างขึ้นมาในยุครัฐบาลคสช. กำหนดให้มี “คำถามเพิ่มเติม” หรือ “คำถามพ่วง” ที่ว่า
“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
เป็นเหตุผลให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มี “บทเฉพาะกาล” มาตรา 272 กำหนด สว.250 เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี 5 ปีแรก
ที่ผ่านมาการเลือกนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มาตรา 272 ประกอบมาตรา 159 วรรคสาม
ต้องได้คะแนนเสียง “มากกว่ากึ่งหนึ่ง” เท่าที่มาอยู่ของทั้ง “สองสภา” (สส.200 คน + สว.250 คน รวม 750 คน) จึงต้องผ่านมือ สว.ในการร่วม-เลือกนายกรัฐมนตรี 3 คน ทำให้บางคนต้องผิดหวัง-สมหวัง
- คนแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562 เริ่มประชุมเวลา 11.05 น. และเลิกประชุมเวลา 23.52 น.
โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับคะแนน เห็นชอบ 500 คะแนน ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “คู่แข่ง” จากพรรคอนาคตใหม่ได้คะแนน 244 คะแนน
- คนที่สอง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่หนึ่ง สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2566 “ไม่เห็นชอบ” เริ่มประชุมเวลา 09.30 น. และเลิกประชุมเวลา 18.25 น.
นอกจากนี้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้มีการประชุมอีกครั้ง เมื่อวันพุธที่ 19 กรกฎาคม 2566 โดยเริ่มการประชุมเวลา 09.30 น. และเลิกประชุมเวลา 17.09 น.
โดยนายสุทิน คลังแสง เสนอชื่อนายพิธาให้เป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และนายวันนอร์มูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา อาศัยข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 151 ขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยตีความข้อบังคับ ข้อ 41 ว่า
การเสนอชื่อ “บุคคลเดิม” เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ถือเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้วขึ้นมาเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน ซึ่งต้องห้ามตามข้อบังคับ ข้อฯ 41 หรือไม่
ผลการลงมติ ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อบังคับฯ ข้อ 41 ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้อีกในสมัยประชุมนี้
- คนที่สาม นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันอังคารที่ 22 สิงหาคม 2566 เห็นชอบ เริ่มประชุมเวลา 10.00 น. และเลิกประชุมเวลา 17.40 น.
การเลือกนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนที่ผ่านมาตลอด 5 ปี นอกจากจะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มี “สว.250” ตามบทเฉพาะกาลร่วมลงคะแนนด้วยแล้ว
ยังเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ “เปิดช่อง” ให้สามารถเลือก “นายกฯคนนอก” ได้อีกด้วย





