thansettakij
thansettakij
รวมไทยสร้างชาติ ไมเนอร์เชนจ์ ปรับหน้าใหม่ เจาะ นิวโหวตเตอร์-สวิงโหวต

รวมไทยสร้างชาติ ไมเนอร์เชนจ์ ปรับหน้าใหม่ เจาะ นิวโหวตเตอร์-สวิงโหวต

10 มิ.ย. 67 | 02:45 น.

พิชชารัตน์ เปิดแผน ไมเนอร์เชนจ์ รวมไทยสร้างชาติ ปรับหน้าใหม่ เปิดพิมพ์เขียว อัพไซส์ พรรคใหญ่ เจาะฐานเสียง นิวโหวตเตอร์  7 ล้านเสียง – สวิงโหวต รีแบรนดิ้ง สส.เลือดใหม่-ไม่ใช่บ้านใหญ่ ปรับลุค พีระพันธุ์ ให้ Shining  เลือกตั้งครั้งหน้า ปักธงขั้นต่ำ 50 ที่นั่ง

KEY

POINTS

  • พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ เปิดแผน ไมเนอร์เชนจ์ รวมไทยสร้างชาติ ปรับหน้าใหม่-ซื้อตัวนักเตะ 
  • รีแบรนดิ้ง สส.เลือดใหม่-ไม่ใช่บ้านใหญ่ ปรับลุค พีระพันธุ์ ให้ Shining  
  • เลาะ พิมพ์เขียว อัพไซส์ พรรคใหญ่ เจาะฐานเสียง นิวโหวตเตอร์  – สวิงโหวต   
  • เลือกตั้งครั้งหน้า ไม่พูดเข้าข้างตัวเอง ปักธง ขั้นต่ำ ต้อง 50 ที่นั่ง 
  • ปรับครม.รอบหน้า จอง “กระทรวงสร้างความเจริญ” ถนน ประปา-ไฟฟ้า รุกทำพื้นที่ทำแต้ม-คะแนนนิยม   

ก่อนการเลือกตั้ง 66 รวมไทยสร้างชาติ วางโพสิชั่น เป็น "พรรคฝ่ายขวา" ชู ผู้นำทหาร-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 

หลังการเลือกตั้ง 66 บทเรียนจากกระแสส้มทั้งแผ่นดิน-แดงไม่แลนด์สไลด์ “พรรคอนุรักษนิยมใหม่” เกิดขึ้นราวดอกเห็ด

รวมไทยสร้างชาติ เป็นหนึ่งในนั้น

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ” สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันที่กระแสข่าว “พรรคแตก” บุคลากรเบอร์ใหญ่ในพรรคลาออก-สปอนเซอร์หลักทยอยถอนตัว เธอปฏิเสธทันควันว่า “ไม่เป็นความจริง”

step down เปิดทาง จัดบ้านใหม่ 

ภาพการลาออก อาจมีคนสงสัยแต่ความจริงไม่มีอะไร การทำงานทุกที่ย่อมมีปัญหา ไม่ใช่ทุกคนจะพึงพอใจการทำงานในองค์กร ทุกคนต้องปรับตัวและมองเห็นปัญหา หยุดปัญหาร่วมกันและคิดแก้ไขจะไปได้ 

“ที่ผ่านมาการปรับตัวของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เราอาจไม่เหมาะกับการปรับตัวในการบริหารจุดนั้น เรา step down ออกมาหน่อย เดี๋ยวจะมีการปรับ ให้จัดแจงบ้านก่อน” 

ปัจจุบันทุกคนยังทำงานด้วยกัน คุณพงษ์ (สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตรองหัวหน้าพรรค) ยังทำงานด้วยกันอยู่ ท่านกฤษฎา (จีนะวิจารณะ อดีตรัฐมนตรีช่วยคลัง) ยังให้คำแนะนำ สส. พรรคไม่ได้แตกเหมือนในข่าว ส่วน ม.ล.ชโยทิต (กฤดากร ประธานผู้แทนการค้าไทย) อาจจะต้องเป็นกลาง  

ปักธงขั้นต่ำ 50 ที่นั่ง 

วันที่รวมไทยสร้างชาติ ไม่มี “พล.อ.ประยุทธ์” เป็น “ตัวชูโรง” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป้าหมายครั้งที่แล้ว "ปักธง100" ทว่าได้มาเพียง 36 ที่นั่ง ครั้งนี้ “พิชชารัตน์” ไม่ขอพูดเข้าข้างตัวเอง แต่ขีดเส้นต้องมากกว่าเดิม-อย่างน้อย 50 ที่นั่ง

“รวมไทยสร้างชาติต้องก้าวกระโดดเพิ่มขึ้น ครั้งหน้า ถ้าเราไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเองว่า ถึง 100 อย่างน้อย ๆ ก็ต้องทำให้ได้ 50 ที่นั่ง”

เวลาทำพรรค ต้องการเป็นพรรคใหญ่ เป้าหมายต้องเกินร้อยอยู่แล้ว เพราะฐานคะแนนเสียงของเรามี แต่จะไปอยู่จุดเบอร์ 1 คงไม่ได้ เพราะปัจจัยหลายอย่าง 

“แน่นอนทุกคนต้องการเป็นพรรคอันดับ 2 อันดับ 3 ไม่ควรได้ สส. 36 ที่นั่งเท่าเดิม หลังเลือกตั้งเราต้องใหญ่ขึ้น ผู้บริหารต้องมานั่ง  pick and select แล้วว่า area ไหนที่แข็งแกร่ง เราคงไม่อยากเป็นพรรคเล็กที่ได้แค่ 15 คน”

ปักหมุดภาคใต้พื้นที่ยุทธศาสตร์

คนใต้สนใจการเมือง ด้วยคะแนนของพล.อ.ประยุทธ์ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว carry on ตรงนี้เป็นศักยภาพ ทำให้ สส.ในพื้นที่ขับเคลื่อนได้ รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 68 

หรือถ้าเราไปดูคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมไทยสร้างชาติได้ที่สองของภาคใต้ก็เยอะ เราหวังว่าจะ pickup ตรงนี้ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันพรรคยังสนับสนุนในการทำพื้นที่ 

“วันนี้เราต้องมานั่งคิดว่า บทเรียนจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่บ้านใหญ่จะชนะการเลือกตั้งเสมอไป พรรคต้องปรับตัวให้ทันสมัย ให้กระแสพรรคยังอยู่ คนยังอยู่ การทำกระแสของพรรค ภาพใหญ่ต้องอุ้มไปด้วยกัน”

ส่วนกรุงเทพฯมีความเฉพาะ ถ้าดูการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รวมไทยสร้างชาติได้ที่สองเกือบครึ่ง กทม. แปลว่า กรุงเทพฯ คนยังรักพล.อ.ประยุทธ์ ชอบความเป็นอนุรักษนิยมแบบนี้อยู่ แต่คนกรุงเทพฯ เน้นกระแส นิดเดียวก็เปลี่ยนใจแล้ว 

ขณะที่ภาคตะวันออกก็ยังอยู่ เพราะมีพี่เฮ้ง (สุชาติ ชมกลิ่น) นำทัพ แต่ภาคตะวันออกถูกเกลี่ยไปหลายพรรค อีสาน forget it ไปเลย ได้บางส่วน แต่ยาก 

“วันนี้เรารู้แล้วว่า ความผิดพลาดเกิดจากตรงไหน ตรงไหนสามารถเพิ่มกำลังเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ไปถึงเป้าหมายได้ ต้องมาจัดทัพกันใหม่ คราวที่แล้วทุกคนอยากดูไปหมด ภาคใต้ ไม่ชัดเจน”   

“พิชชารัตน์” ประเมิน “พรรคคู่แข่ง” คือ “ภูมิใจไทย” เพราะความเป็นระบบ-ระเบียบในการบริหารจัดการ ส่วน “พรรคเก่าแก่” ประชาธิปัตย์เป็นคู่แข่งในแง่ของตัวบุคคล (สส.เขต) เพราะกระแสพรรคมีความไม่แน่นอน-trend down 

“วันนี้ ผู้บริหารพรรคควรต้องมานั่งและหารือกันว่า ทำอย่างไรกับแบรนดิ้งรวมไทยสร้างชาติ เป็นแบรนดิ้งอนุรักษนิยมที่มีลุงตู่ติดตัวอยู่ ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนไม่ได้มองที่ตัว สส. แต่วันนี้ทุกคนยังคิดและทำงานเหมือนเดิมให้พื้นที่ตัวเองแข็งแกร่ง”

ปรับหน้าใหม่-เลือดใหม่ ไม่ใช่บ้านใหญ่  

ในสายตาของ “พิชชารัตน์” แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะ “ติดตลาด” แต่เธอไม่ปฏิเสธว่า ยังไม่ mass พอในสายตาของคนส่วนใหญ่ จนทำให้เด็กรุ่นใหม่เลือก “ลุงตู่” ขณะที่ “หัวหน้าพีระพันธุ์” มีกลุ่มเฉพาะที่ปักใจเทคะแนนนิยมให้  

“ด้วยภาพลักษณ์ของท่านพีระพันธุ์จะขายได้ในความเป็นคนจริงจัง รักชาติ ซื่อสัตย์ กลุ่มนี้ยังขายได้อยู่ ซึ่งทำได้ดี เป็นตัวตนของท่านหัวหน้า คล้ายกับลุงตู่ ทำอะไรเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง ทำอะไรให้เกิดความปรองดอง”

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามีภาพลุงตู่ ซึ่งเป็น founder ของพรรค แล้วเราสานต่อ ผู้บริหารพรรคสานต่อ ปฏิญาณสิ่งที่ลุงตู่ทำมา แน่นอนว่า ยังยึดในความเป็นอนุรักษนิยม เราอยู่ฝั่งนี้

แต่ปัจจุบันต้องมาดูว่า อนุรักษนิยมต้องเป็นแบบไหน กลุ่มคนกลุ่มนี้ยังไม่หาย ยังรักรวมไทยสร้างชาติ แต่การที่เราจะไปหากลุ่มเป้าหมายใหม่ พรรคก็ต้องมีการคิดและจัดแจง คิดที่จะสร้างกระแสพรรคให้เติบโตไปด้วยกัน 

“ถ้าองคาพยพของเรามีเพิ่มในการเลือกตั้งครั้งหน้าออกมาหลากหลาย สส.เขตอาจเอาลูกมาลง ปรับหน้าใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น อาจจะทำให้ สส.ของพรรคดู fresh มากกว่านี้ แต่ยังคงอนุรักษนิยมซึ่งต้องทำตั้งแต่ตอนนี้ ควรต้องมีหน้าใหม่ เลือดใหม่ ที่ไม่ใช่บ้านใหญ่” 

คำถามจาก "นอกพรรค" จะทำอย่างไรให้นั่งในใจโหวตเตอร์ พรรครวมไทยสร้างชาติสำคัญ-จำเป็นอย่างไรต่อการเมืองไทย “พิชชารัตน์” ในฐานะ “คนในพรรค” ยังออกแรงเชียร์เสียงดัง

“ยังเชียร์ท่านพีระพันธุ์อยู่ ท่านหัวหน้าจะเดินรอยตามพล.อ.ประยุทธ์ วันนี้พอไม่มีพล.อ.ประยุทธ์แล้ว ยังไงพรรคก็ต้องเชียร์ท่านหัวหน้าอยู่ดี เพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ระหว่างนี้ต่อไปเป็นโจทย์ที่พรรคจะมาดูว่า ทำอย่างไรให้ท่านพีระพันธุ์ shining มากกว่านี้ เป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารจะต้องทำ” 

นอกจากการ “ไมเนอร์เชนจ์” ภายในพรรคให้รวมไทยสร้างชาติมีเสน่ห์ดึงดูด “โหวตเตอร์” ให้หันมาฝากความหวัง อีกหนึ่งกลยุทธ์ คือ การดึงตัว “เพลย์เยอร์” จากพรรคการเมืองอื่นมาร่วมกันขับเคลื่อนเครื่องยนต์ที่ชื่อว่า “อนุรักษนิยมใหม่”

โจทย์อีกอันหนึ่งในการที่จะขยายกระแสของรวมไทยสร้างชาติ คือ อะไร เป็นโจทย์ที่พรรคจะต้องคิด ปรับตัวให้ทันสมัย ให้บ้านของเราดี ไม่ว่าจะเป็น marketing กับ สส.อื่น ที่ในครั้งหน้าเราจะชักชวนคนอื่นมาเข้าบ้านหลังนี้

“การที่เราจะบอกคนอื่นว่า รวมไทยสร้างชาติดีอย่างไร เป็นจุดสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องทำ รวมไทยสร้างชาติก็เนื้อหอมนะ คนอยากจะเข้ามาบ้านที่อบอุ่นถึงแม้ว่าเราจะมีคนอยู่ 36 คน”

เจาะ นิวโหวตเตอร์ - สวิงโหวต 

สำหรับกลุ่มเป้าหมาย-แฟนพันธุ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติในยุคพล.อ.ประยุทธ์-พีระพันธุ์ ที่เป็นผู้สูงอายุแล้ว “พิชชารัตน์” ล็อกเป้าหมายใหม่-ขยายฐานเสียง “เฟิร์ส โหวตเตอร์” หรือ “นิว โหวตเตอร์” 7 ล้านเสียง และ “สวิงโหวต” กลุ่มคนตรงกลาง

“middleman คนตรงกลาง สมัยก่อนเทใจให้ประชาธิปัตย์เต็มที่ แต่ตอนนี้ไม่รู้จะเลือกใคร ดูจากผลโพลที่ออกมา 30-40 % ไม่อยากจะเลือกก้าวไกล ที่เหลือฝั่งนี้อยู่ในตะกร้าก็ไม่ใช่สิ่งที่โดดเด่น ผู้บริหารจึงต้องมานั่งคิด นั่งทำการบ้าน วันนี้พรรคทำอยู่ เราจะดึงคะแนนตรงนี้มาอย่างไร อาจจะไม่ทั้งหมด 30 % แต่อย่างน้อย 10 % ต้องมา” 

“พิชชารัตน์” ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ทุกวงเจรจาโควตารัฐมนตรีตั้งแต่วันแรกของการฟอร์มรัฐบาล แม้กระทั่งการปรับครม.เศรษฐา 2 มักจะเห็นเธอเข้า-ออกกองบัญชาการอำนาจสูงสุด ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำจัดตั้ง "รัฐบาลผสมข้ามขั้ว"  

วันที่พรรคได้รับโควตารัฐมนตรีช่วยคลังมาในการฟอร์มรัฐบาล โจทย์ใหญ่ในวันนั้น คือ ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดค่าไฟ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยคลังต้องหาคนที่มีความรู้เข้ามา เพราะตอนนั้นภาพรัฐบาลต้องมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนจะหาคนนอกมาอีกไหม ต้องดูว่ากระทรวงที่ได้รับ แต่แน่นอนว่า โควตาอันดับแรกต้องเป็นของ สส.

จองกระทรวงสร้างความเจริญ 

การปรับครม.รอบหน้า “พิชชารัตน์” ขอจอง “กระทรวงสร้างความเจริญ” ส่วน สส.หรือ “คนนอก” จะคว้าโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่าง 1 ที่นั่งยังต้องรอพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลโยนโจทย์กลับมา 

"แน่นอนอยู่แล้ว สส.เขตก็ต้องเอากระทรวงที่เอาไปช่วยประชาชนในพื้นที่ได้ เช่น กระทรวงที่สร้างความเจริญ ถนน น้ำ ประปา ไฟฟ้า กระจายความเจริญให้กับเมือง แต่พรรคก็ต้องมาดูในสัดส่วนของ สส.ที่มีอยู่ หรือ คนนอก ซึ่งต้องดูว่า พรรคเพื่อไทยแบ่งกระทรวงอะไรมาให้" 

ส่วนการบริหารความรู้สึกของ สส.ที่อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น “พิชชารัตน์” ปลอบใจในฐานะเป็น "พรรคบ้านเล็ก" ที่มี สส.36 ที่นั่ง ว่า “แน่นอนว่า ทุกคนอยากเป็นรัฐมนตรีกันหมด เราเป็นบ้านเล็ก เรามีคนน้อย”