การเมือง“สตช.”แรง เด็ดบิ๊กโจ๊ก สกัดนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

27 ก.ย. 2566 | 02:09 น.

"บิ๊กโจ๊ก" รอง ผบ.ตร. อาวุโสลำดับ 2 แคนดิเดต ผบ.ตร.คนใหม่ เจอตำรวจบุกค้นบ้าน ด้วยข้ออ้างพบคนใกล้ชิดพัวพันเว็บพนันออนไลน์ จน “เจ้าตัว” ออกมาโวยว่าถูกกลั่นแกล้ง ดิสเครดิต เป็นการเมืองใน สตช. มีคนสั่งการแน่นอน

กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการ “สีกากี” ที่สร้างความสนใจให้เกิดกับคนทั้งประเทศ เมื่อจู่ๆ เช้าวันที่ 25 ก.ย. 2566 ตำรวจชุดเฉพาะกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เปิดปฏิบัติการ “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์ กวาดล้างบ้านตัวเอง” โดยนำกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมตำรวจและพลเรือนที่เชื่อมโยงกับการแก๊งพนันออนไลน์ รวม 30 จุดใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ  

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร(กทม.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช. สำนักงานกฎหมายและคดี (กมค.) พร้อมด้วยกำลังตำรวจไซเบอร์ ได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักของ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ภายในหมู่บ้าน ซอยวิภาวดี 60 ซึ่งอยู่ด้านหลังสโมสรตำรวจ โดยอ้างพบคนใกล้ชิดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ 
ผลการตรวจค้นบ้าน “บิ๊กโจ๊ก” ไม่พบสิ่งผิดปกติ หรือ ผิดกฎหมายแต่อย่างใด  
 

“การขอหมายค้นจากศาลของตำรวจเมื่อเช้าที่ผ่านมา เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และเชื่อว่าการขอหมายศาลในครั้งนี้ไม่ปกติ เพราะเป็นการหลอกศาล เนื่องจากการขอหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านตำรวจชั้นผู้ใหญ่จะต้องมีพยานหลักฐาน หรือ มีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมาถึงตัว

และเชื่อว่าตำรวจชุดสอบสวนรู้ว่า บ้านหลังนี้เป็นของใคร แต่ว่าการขอหมายค้นครั้งนี้ไม่ได้ระบุว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ รอง ผบ.ตร. แต่บอกเพียงแค่บ้านเลขที่เท่านั้น จึงเชื่อว่า การกระทำครั้งนี้ เป็นการดิสเครดิต ทำให้เสียชื่อเสียง และเป็นการเมืองภายในของตำรวจ ซึ่งส่วนตัวรู้ว่าใครเป็นผู้สั่งการ” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุ

                                   การเมือง“สตช.”แรง เด็ดบิ๊กโจ๊ก สกัดนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

ถัดมาวันที่ 26 ก.ย. 2566 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นคำร้องถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ขอให้พิจารณาและมีคำสั่งไต่สวนเรื่องการละเมิดอำนาจศาล กรณีการออกหมายค้นบ้านพักของตนเอง ย่าน ซอยวิภาวดี 60 เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลอาญารับคำร้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากถูกค้นบ้าน ตนได้พูดคุยส่วนตัวกับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.แล้ว ท่านบอกว่าก่อนหน้านี้เพียงได้รับรายงานว่าจะมีการตรวจค้น ซึ่งได้บอกกับผู้ที่รายงานว่าหากจะค้นก็ขอให้แจ้งก่อน แต่ตำรวจที่เข้าไปค้นกลับรายงานภายหลังจากตรวจค้นแล้ว นั่นหมายความว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ได้มาจาก ผบ.ตร. 

“ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่หรือไม่นั้น ผมไม่ขอออกความคิดเห็น ให้สื่อมวลชนไปคิดกันเอาเอง แต่ยืนยันว่า จะขอดำเนินคดีทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ผมมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีคนสั่งการอย่างแน่นอน แต่จะเป็นคนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือไม่นั้น ขอตอบสั้นๆ เพียงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเมืองภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” รอง ผบ.ตร. กล่าว 

ปฏิบัติการบุกค้นบ้าน “บิ๊กโจ๊ก” ครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพียง 3 วัน คือ ในวันที่ 27 ก.ย. 2566 

การเกษียณอายุราชการของ “บิ๊กเด่น” พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ในวันที่ 30 ก.ย. 2566 นี้ “บิ๊กโจ๊ก” มีชื่อเป็น 1 ใน 4 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ “ผบ.ตร.คนที่ 14” ด้วย 

                               การเมือง“สตช.”แรง เด็ดบิ๊กโจ๊ก สกัดนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

โดยผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ ไล่เลียงตามลำดับอาวุโส พบมี 4 คน ประกอบด้วย  

“บิ๊กรอย” พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. มีอาวุโส ลำดับที่ 1 เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 24 และ นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 40 เกษียณอายุราชการ ในปี 2567 

ตามด้วย “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. มีอาวุโสอยู่ในลำดับ 2 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 31 และ จบปริญญาตรีโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 47 เกษียณอายุราชการ ปี 2574 ถือได้ว่าอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้เข้าชิงตำแหน่ง และเหลืออายุราชการมากที่สุด โดยจะเกษียณในปี 2574 

ขณะที่ “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. มีอาวุโสอยู่ในลำดับที่ 3 เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 และปริญญาตรีจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ(นรต.) รุ่น 41 ครบวาระเกษียณอายุราชการ ในปี 2569 

และ “บิ๊กต่อ” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. อาวุโสในลำดับ 4 จบระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสิงห์แดง รุ่นที่ 38 และปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (กอต.) รุ่นที่ 4 ครบวาระเกษียณอายุราชการ ในปี 2567 

เหตุการณ์ค้นบ้าน “บิ๊กโจ๊ก” ดูเหมือนจะเป็นการ “สกัดดาวรุ่ง” ให้พ้นเส้นทางการชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.หรือไม่  

เพราะหากไล่เรียงลำดับอาวุโสแล้ว “บิ๊กโจ๊ก” ยังมีโอกาสที่จะขึ้นเป็นแม่ทัพสีกากีได้อีกหลายปี ถึงปีนี้ไม่ได้เป็น ปีหน้า หรือ ปีต่อๆ ไป ก็ยังมีโอกาสได้ลุ้นขึ้นเป็น เบอร์ 1 คุมทัพสีกากี 

ถ้า “บิ๊กโจ๊ก” ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. เร็ว ก็อาจไปสกัดเส้นทางการเติบโตของตำรวจ “สายใคร” ที่วางตัวกันไว้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งแล้วหรือไม่ 

เว้นเสียแต่ว่า "บิ๊กโจ๊ก" เจอ "สกัด" ถูกดำเนินคดี ถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือ ถูกโอนย้ายให้พ้นจากราชการตำรวจ นั่นแหละ ถึงจะทำให้ "บิ๊กโจ๊ก" หมดสิทธิผงาดในตำแหน่ง ผบ.ตร.

++++++++

3 ข้อสังเกตค้นบ้านบิ๊กโจ๊ก

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีตำรวจพร้อมอาวุธครบมือค้นบ้าน บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่อยู่ในความสนใจของคนไทยทั้งประเทศ 

การที่ลูกน้องของนายตำรวจระดับสูง ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนร่วมกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ และอาจจะเกี่ยวพันไปถึงนายตำรวจระดับสูง ขณะเดียวกัน ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ จะมีการประชุม ก.ตร. ที่มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร. จึงทำให้มีข้อสังเกตว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ 

1. เป็นการขยายผลจับกุมตำรวจ และพลเรือน ที่เกี่ยวข้องกับการทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ ที่ตำรวจเคยจับมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ผู้ต้องสงสัยส่วนหนึ่งเป็นตำรวจที่ใกล้ชิดบิ๊กโจ๊ก เป็นการดำเนินการตามปกติของการทลายเว็บพนันออนไลน์หรือไม่ 

2. เป็นความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของนายตำรวจระดับสูงหลายคนจากหลายหน่วยงาน ที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องจากคดี “เป้รักผู้การ” คดีทุนจีนสีเทา คดีกำนันนก คดีเว็บพนันออนไลน์หลายเครือข่ายหรือไม่ 

3. เป็นการต่อสู้กันอย่างรุนแรง เพื่อช่วงชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่กำลังจะพิจารณากันหรือไม่ 

จึงขอเรียกร้องให้ นายเศรษฐา ในฐานะประธาน ก.ตร. ต้องลงมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญคือ

1.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการค้นบ้านบิ๊กโจ๊ก 2.ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง และการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทุกรูปแบบในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3.ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเว็บพนันออนไลน์ และการพนันอื่นๆ ทุกรูปแบบ 

“นายกฯ ควรใช้วิกฤตจากการค้นบ้านบิ๊กโจ๊กครั้งนี้ เป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาลด้วย”  นายองอาจ ระบุ