
ลุ้น 14 ก.ค. 66 โหวตนายกฯ 64 ส.ว.ชี้ชะตา“พิธา”
ลุ้นศุกร์ 14 ก.ค. 66 ประชุมรัฐสภาโหวตเลือก “นายกฯ คนที่ 30” ชี้ชะตา “พิธา” จะฝ่าด่าน ส.ว.ได้หรือไม่ จากที่มี 312 เสียง ยังต้องการแรงหนุนจาก ส.ว.อีก 64 เสียง “ชลน่าน"รับคาดการณ์เสียงส.ว.ยาก ส.ว.“เสรี-สมชาย”ยื่นเงื่อนไขลดเพดานแก้ ม.112
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 มีวาระสำคัญคือ การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาฯ อีก 2 คน
สำหรับตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โดยไม่มีส.ส.คนใดเสนอชื่อบุคคลอื่นแข่งขัน ทำให้ นายวันมูหะมัดนอร์ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ไปโดยปริยาย
ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ผู้ได้รับเลือกคือ นายสัตวแพทย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 คือ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
ลุ้น 14 ก.ค. ชี้ชะตาพิธา
สำหรับขั้นตอนต่อไป จะมีการเสนอรายชื่อ ประธานสภาฯ และ รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ทูลเกล้าฯ เพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป คาดว่าจะโปรดเกล้าฯ ภายในวันที่ 10 ก.ค. 2566
หลังจากนั้น ประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภา จะนัดประชุมรัฐสภา (ส.ส.+ ส.ว.) เพื่อโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 คาดว่าจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 14 ก.ค. 2566
สำหรับรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ พรรคก้าวไกล ประกอบด้วย 8 พรรคการเมือง 312 เสียง โดยพรรคก้าวไกล มี ส.ส.151 เสียง, พรรคเพื่อไทย 141 เสียง, พรรคประชาชาติ 9 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง, พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม และ พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคละ 1 เสียง
แต่ในการเลือกประธานสภาฯ ที่ผ่านมา เหลือ ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 311 เสียง
การที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาล มีเสียงเพียง 312 เสียง ขณะที่การจะผลักดันให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปสู่ดวงดาวเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 ได้ ต้องได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อีก 64 เสียง เพื่อให้ได้ครบ 376 เสียง กึ่งหนึ่งของ 2 สภา คือ ส.ส. 500 เสียง และ ส.ว. 250 เสียง รวม 750 เสียง ถึงจะเพียงพอที่สนับสนุนให้ พิธา เป็นนายกฯ ได้
คาดเดา ส.ว.ยาก
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการโหวตเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ว่า ต้องขอบคุณ ส.ส. ทั้ง 500 คน ที่มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกประธานสภาฯ เพียงคนเดียว ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
แนวทางเช่นนี้สะท้อนว่า แนวทางที่เราจะเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชิงตำแหน่งนายกฯ อาจจะมองแตกต่างกันนิดหน่อย เพราะเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการโหวตเท่านั้น เพราะการโหวตนายกฯ เป็นการโหวตร่วม 2 สภาฯ ซึ่งอาจจะแตกต่างกับการโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ
อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่าในส่วนของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเรายืนหยัดที่จะสนับสนุน ซึ่งการโหวตในแต่ละสภาเราคาดการณ์อะไรได้ลำบาก ซึ่งการโหวตในแต่ละสภาฯ เราคาดการณ์อะไรค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะส่วน ส.ว.
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้ 376 เสียง นพ.ชลน่าน กล่าวว่า “มันอยู่ในขั้นตอนในการแสวงหาคะแนนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ถึง 376 เสียง”
จี้ลดเพดานแก้ ม.112
วันที่ 4 ก.ค.2566 ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า เรื่องการโหวตนายกฯ คงต้องดูอีกหลายๆ เรื่อง ส่วนการแก้ไข ม. 112 ถือเป็นเรื่องหลัก และสำคัญในวุฒิสภา ส่วนใหญ่ที่ได้มีการพูดคุยกันก็ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารประเทศ อีกทั้งยังเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่กระทบกับพระราชอำนาจ
แต่หากเป็นการเสนอแก้กฎหมาย ม.112 ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วย และ ไม่โหวตผ่านอย่างแน่นอน
ด้าน นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่า 14 ล้านเสียง จะต้องการให้มีการแก้ไข หรือ ยกเลิก ม.112 หรือ กระทบต่อการล้มล้างรัฐธรรมนูญและร่างใหม่ในหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นความมั่นคงของชาติ
“เราพยายามสื่อสารกับพรรคก้าวไกลอยู่แล้วว่า ให้ลดเพดานเรื่องนี้ลง เพราะมีผลกระทบต่อความสงบสุขของประเทศ ส.ว.ได้แสดงเจตนารมณ์หลายครั้งว่า เรื่องเหล่านี้นำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นฝ่ายการเมืองควรแก้ปัญหาในสภาฯ ง่ายที่สุดอย่าไปละเมิด หรือ เอามาหาเสียง และไปกระทบกับพี่น้องประชาชนกลุ่มที่ไม่ได้เลือก แม้กระทั่งกลุ่มที่เลือกเองก็ไม่ได้เห็นด้วย”
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ที่ตนได้ฟังการแถลงร่วม ยิ่งหนักใจ เพราะมีการยกระดับในเรื่องวันชาติ การสนับสนุนเรื่องการทำประชามติ รวมถึงการนิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยเฉพาะ ม.112 ที่เราเห็นว่า เป็นปัญหาอยู่
“เรื่องนี้เราขอให้ลดเพดานลง ถ้าลดได้ เราก็เดินหน้าประเทศได้ แต่ถ้าเราเดินต่อ ยิ่งเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปเรื่อยๆ มันก็นำไปสู่ความขัดแย้ง แล้วก็ทำให้ ส.ว. ไม่สบายใจมากขึ้นในการโหวต” นายสมชาย กล่าว
เอกชนจับตาโหวตนายกฯ
ขณะที่ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากนี้เมื่อกระบวนการเลือกประธานสภาฯ เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเป็นในส่วนของการเลือกนายกฯ ซึ่งก็ยังมีสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 3 แนวทางที่อาจจะเกิดขึ้นได้
1.ในการโหวตเลือกนายกฯ ส.ว.ให้การสนับสนุน นายพิธา จนได้คะแนนเสียงตามกฎหมายได้เป็นนายกฯ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายฝ่ายคาดหวังให้เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี การประกาศนโยบายและการขับเคลื่อนว่าจะมีความโดดเด่นมาน้อยแค่ไหน รวมถึงการจัดทำงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลเอง
2.กรณี ส.ว.ไม่โหวตสนับสนุน นายพิธา แต่ทั้ง 8 พรรคร่วมยังจับมือเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยอาจจะเสนอแคนดิเดตจากพรรคร่วมขึ้นมาแทน ซึ่งต้องมาพิจารณาว่า ส.ว.จะให้การสนับสนุนหรือไม่
3.กรณี ส.ว.ไม่รับ และเกิดการเปลี่ยนขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งก็ยังเร็วไปที่จะสรุปในประเด็นนี้
“วันนี้คงต้องดูไปทีละขั้นตอนว่า สถานการณ์จะออกมาในทิศทางใด หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีการชุมนุมประท้วง รัฐบาลนิ่ง และมีเสถียรภาพ คิดว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว”






