
ขอรัฐทบทวนเก็บภาษีหุ้น "มาดามเดียร์" หวั่นฆ่าไก่เอาไข่
"มาดามเดียร์" ขอรัฐทบทวนเก็บภาษีหุ้น ชี้ส่งผลกระทบถึงตลาดทุนไทยในภาวะวิกฤตรุมเร้า หวั่นจะเชือดไก่เพื่อเอาไข่
วันที่ 14 มิ.ย. 65 นางสาววทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์เฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า
เก็บภาษีหุ้น ... เรากำลังจะเชือดไก่เพื่อเอาไข่กันอยู่รึเปล่า?
•• ตื่นมาเช้านี้เจอแต่ข่าวร้ายเรื่องเศรษฐกิจ
•• ดาวน์โจนส์ติดลบ 876 จุด บิตคอยน์ร่วงเหลือ 2.2 หมื่นดอลลาร์ ไม่นับตลาดหุ้นไทยที่รับข่าวร้ายดิ่งลงตามเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคผันผวน เงินเฟ้อหนักเป็นประวัติการณ์ในรอบ13 ปีเพราะราคาต้นทุนที่เพิ่งสูงขึ้น วิกฤตโควิดผสมกับปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กลายเป็นปัญหายืดเยื้อ
•• ในขณะที่เอกชนไทยเตรียมออกหุ้นกู้ในปี 65 จำนวน 1.2 ล้านล้าน นั่นคงเป็นสัญญาณให้เห็นถึงการเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนของภาคเอกชนจากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ การเตรียมระดมทุนเงินจำนวนมหาศาลของเอกชนนั้นยังบอกอะไรเราอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ “ความสำคัญของตลาดทุน” ในการเป็นที่พึ่งพิงให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในยามที่ต้องพึ่งพิงตนเอง ไม่สามารถหวังพึ่งพารัฐได้
•• เดียร์ยังยืนยันขอให้รัฐบาลทบทวนว่า การเก็บภาษีตลาดทุนนั้น หากรัฐจะดำเนินการรัฐควรพิจารณาการเก็บภาษีแบบ Capital Gain Tax เพื่อความเป็นธรรมสำหรับนักลงทุนที่ต้องชำระค่าภาษี มา
•• แต่สิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่ภาครัฐจะดำเนินการนโยบายใดก็ตามที่จะสร้างผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รัฐต้องไม่ลืมคำนึงถึง “ความเหมาะสมของนโยบาย”
• การเก็บภาษีหุ้นที่จะส่งผลกระทบถึงตลาดทุนของประเทศไทยอย่างแน่นอนในขณะที่สภาพเศรษฐกิจและประชาชนกำลังเจอวิกฤตรุมเร้า “การเลือกผลักดันนโยบายดังกล่าวท่ามกลางวิกฤตินั่นคือสิ่งที่เหมาะสมแล้วหรือ?” เราเข้าใจว่ารัฐบาลเองก็ต่างมีภาระที่ต้องดูแลประชาชนทั่วทุกกลุ่ม แต่เม็ดเงินจำนวนประมาณ 20,000 ล้านบาทที่รัฐคาดว่าจะเก็บได้จากการรีดภาษีหุ้นกับคนรวย ที่หากเราดูมิตินี้เพียงด้านเดียวก็พอจะเข้าใจถึงเหตุผลของรัฐบาล แต่ในข้อเท็จจริงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนซึ่งสุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาวนกลับมาที่ประชาชนเหมือนเดิมนั้นคือสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่รัฐต้องไม่มองข้าม
•• เหมือนอย่างที่เดียร์เคยนำเสนอว่า “อย่าให้ต้องเชือดไก่ เพื่อเอาไข่” กับการตัดสินใจเพียงมิติเดียว เพราะเม็ดเงินจำนวน 20,000 ล้านที่ได้มาอาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป โดยเฉพาะเงินจำนวน 20,000 ล้านที่ว่านั้น สามารถลดภาระได้เพียงการลดต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นของรัฐ(ที่มีมากมาย) ในระหว่างที่กรรมาธิการงบประมาณกำลังพิจารณาอยู่ในตอนนี้





