ภาคประชาชนค้านCPTPPเชื่อเสียมากกว่าได้

14 กรกฎาคม 2563

ภาคประชาชนยื่นหนังสือต่อ "นายก" คัดค้าน CPTPP พร้อมเรียกร้อง 5 ข้อ หากรัฐบาลยังเดินหน้าไม่ฟังเสียงประชาชนก็เตรียมเคลื่อนไหวปักหลักหน้าทำเนียบ

เมื่อวันที่14 ก.ค. 2563 . ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ขบวน "ถกแถลง CPTPP เพื่ออนาคตประเทศไทย" ร่วมกับองค์กรภาคีกว่า100 คน ยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทางนายสุพร  อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเครือข่ายได้ร่วมกันทำกิจกรรมบูชาแม่โภสพ เพื่อปกป้องเมล็ดพันธ์ และอ่านบทกวีคัดค้าน CPTPPก่อนการยื่นหนังสือ

ภาคประชาชนค้านCPTPPเชื่อเสียมากกว่าได้


นางสาวทิศนา  ชุณหะวัณ มาร์แชล ผู้ร่วมชุมนุม กล่าวว่า ได้เดินทางตั้งแต่วันที่1-13ก.ค.เพื่อสะท้อนข้อดีข้อเสีย ข้อกังวล ของการเข้าร่วม CPTPP ให้พี่น้อง จากภาคใต้ ภาคใต้กลาง อีสาน ตะวันออก และภาคเหนือ จากนั้นจึงได้รวบรวมความเห็นของพี่น้องทุกจังหวัด ที่เป็นแนวทางเดียวกันคือ รัฐต้องยุติการเข้าร่วม CPTPP การเข้าร่วมคือการยอมเสียอธิปไตยของประเทศ


ทั้งนี้ ได้มีเรียกร้องต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.การเข้าร่วม CPTPP คือการเสียอธิปไตยของประเทศ ความมีอธิปไตยโดยเฉพาะในปัจจัยพื้นฐานนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้ง เมล็ดพันธุ์ ยา นโยบายสาธารณะ หากสิ่งเหล่านี้ถูกอิทธิพลจากต่างชาติเป็นผู้กำหนดประเทศไทยจะสูญเสียอิสรภาพของประเทศ ทั้งยาและเมล็ดพันธุ์เป็นปัจจัยพื้นฐานของประชาชนทุกคนต้องพึ่งพายาและความมั่นคงทางอาหาร การสูญเสียสิ่งเหล่านี้ให้ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนจะทำให้ประเทศอยู่ในภาวะอันตราย    
 

2.การคุ้มครองนักลงทุนไทยหรือนักประดิษฐ์ไทยไม่สามารถกระทำได้ หากรัฐบาลพาประเทศเข้าสู่ CPTPP เพราะจะต้องปฏิบัติต่อนักลงทุนไทยและต่างชาติอย่างเสมอกัน ประเทศไทยจะต้องคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ขั้น portforio 


นอกจากนี้ยังห้ามรัฐบาลไทยให้สิทธิพิเศษกับรัฐวิสาหกิจไทยในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้จะทำให้เกิดความอ่อนแอของประเทศในระยะยาว ความสามารถของคนไทยจะลดลงและท้ายที่สุดเราจะอยู่ในภาวะไม่แตกต่างจาก ‘เมืองขึ้นในทางเศรษฐกิจ’ 

ภาคประชาชนค้านCPTPPเชื่อเสียมากกว่าได้

3.การออกนโยบายสาธารณะจะไม่สามารถกระทำได้อย่างอิสระอีกต่อไปการออกนโยบายสาธารณะเป็นปัจจัยสำคัญของการบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทุกคนแต่หากประเทศไทยเข้าร่วมCPTPPจะกระทำได้อย่างมีข้อจำกัดและถูกแทรกแซงจากรัฐภาคีหรือบริษัทต่างชาติ


โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมาย 50 ฉบับเพื่อให้สอดรับกับกฎของCPTPPการที่ประเทศจะต้องสูญเสียอธิปไตยในการกำหนดนโยบายและต้องกำหนดนโยบายตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่บรรษัทต่างชาติจะได้ประโยชน์เท่ากับว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียอำนาจอธิปไตย
 

4.หากรัฐบาลต้องการตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นสามารถดำเนินการด้วยวิธีอื่น  หากรัฐบาลอ้างว่าต้องการตลาดส่งออกในบรรดาสมาชิกCPTPP มีทั้งหมด 11 ประเทศ ประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรีแล้วกับ 9 ประเทศ เหลือเพียงประเทศแคนาดากับเม็กซิโก เท่านั้นที่ยังไม่มีข้อตกลง


หากว่าทั้งสองประเทศดังกล่าวเป็นตลาดสำคัญอย่างยิ่งจนสามารถเพิ่มจีดีพีได้ หนึ่งหมื่นสามพันล้าน ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง รัฐบาลสามารถทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอีก 2 ประเทศไทย โดยไม่ต้องนำพาประเทศเข้าสู่ข้อตกลงที่ทำให้ประเทศสูญเสียอธิปไตย   

ภาคประชาชนค้านCPTPPเชื่อเสียมากกว่าได้
5.หากรัฐบาลยืนอยู่ข้างกลุ่มทุนประชาชนจะปกป้องประเทศเอง การที่รัฐบาลมีความพยายามหลายรอบในการนำเข้าวาระสู่การพิจารณาของ ครม. อีกทั้งยังมีมติจากคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงคำแถลงของโฆษกรัฐบาลถึงข้อความของนายกรัฐมนตรีว่าให้ศึกษาถ้าอยากเข้าสู่การเจรจา ความพยายามดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนาของรัฐบาลในการเข้าร่วม นั่นหมายถึงรัฐบาลกำลังพาประเทศเข้าสู่การสูญเสียอธิปไตย ในปัจจัยพื้นฐานและการกำหนดนโยบายสาธารณะซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน


 เช่นนั้นพวกเราในฐานะประชาชนขอปกป้องประเทศนี้จากการที่รัฐบาลผลักดันให้ประเทศเข้าสู่CPTPP จนถึงที่สุด โดยมิต้องให้รัฐบาลเดินหน้าด้วยประการใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป  หากรัฐบาลยังเดินหน้าต่อไป ประชาชนจะมาปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลจนกว่ารัฐบาลจะยกเลิกการเข้าสู่ CPTPP