แผ่นเสียงตกร่อง"ปิยบุตร"จี้ศาลรธน.พิจารณา41ส.ส.ถือหุ้นสื่อแบบ"ธนาธร"

21 มิ.ย. 2562 เวลา 8:01 น. 1.0k

 “ปิยบุตร”จี้“ศาลรธน.”ใช้มาตรฐานพิจารณาคดี 41 ส.ส.ถือหุ้นสื่อฯแบบเดียวกับ“ธนาธร” ย้ำ ต้องยึดกระบวนการพิจารณาตามพ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลฯ

 

21 มิถุนายน 2562 -นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมาตรฐานการพิจารณากรณีคำร้องของส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของส.ส.หลายพรรคการเมืองจำนวน 41 คนที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(4) ว่าด้วยการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆโดยมาตรฐานการพิจารณาเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับว่าบุคคลใดเป็นผู้ยื่นคำร้อง

ส่วนกรณีที่พบการโต้แย้งจากฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชารัฐที่ขอให้คุ้มครองชั่วคราว กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องต้องไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ขอให้พิจารณาโดยใช้แนวทางเดียวกันกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันและป้องกันการเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำของส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 27 คน

สำหรับกรณีที่ฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชารัฐร้องให้ศาลจำหน่ายคดีเพราะการยื่นเรื่องไม่ถูกต้องและขั้นตอนนั้น นายปิยบุตร มองว่าเป็นเพียงการต่อสู้คดีที่สามารถทำได้แต่ตนฐานะผู้ร่วมยื่นหนังสือยืนยันว่า เป็นขั้นตอนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าด้วยการเข้าชื่อของ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เข้าชื่อเสนอต่อประธานสภาฯเพื่อยื่นเรื่องโดยระบุว่า ทำเป็นหนังสือมีเหตุผลรวมถึงคำขอให้พิจารณาซึ่งยืนยันว่า เป็นเอกสารที่เข้ากับคำร้องตามกระบวนการพิจารณาแน่นอน

ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญมองว่า คำร้องไม่ครบถ้วนสามารถให้ผู้ยื่นคำร้องแก้ไขได้โดยไม่มีประเด็นที่จะจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีที่ฝายกฎหมายของพรรคพลังประชารัฐร้องขอให้ศาลพิจารณาเป็น 2 ครั้ง คือ ให้คู่กรณีให้ปากคำก่อนจะรับหรือไม่รับไม่สามารถทำได้เพราะทำได้เพียงการตั้งตุลาการคณะเล็กทำงานเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง หากตุลาการคณะเล็กพิจารณาและมีความเห็นอย่างไรต้องส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่พิจารณาภายใน 5 วัน ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเพื่อทำให้เกิดความยุติธรรมศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาให้เร็ว อย่างไรก็ตาม ไม่ติดใจหากศาลรัฐธรรมนูญจะใช้ดุลยพินิจรวมการพิจารณาคำร้องระหว่าง 41 ส.ส. กับนายธนาธรไว้เป็นการพิจารณาในคราวเดียวกัน

ทั้งยังระบุด้วยว่า ในกรณีดังกล่าวเคยมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาห้ามผู้สมัคร ส.ส. จำนวน 2 ราย คือ กรณีของนายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ และนายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พรรคประชาชาติ ไม่สามารถลงเลือกตั้งส.ส.ได้เพราะเข้าข่ายขัดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนซึ่งไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดว่าทำกิจการจริงหรือไม่เพราะดูเพียงวัตถุประสงค์และบริคณห์สนธิเท่านั้น

ขณะที่การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่มีกรณีของนายธนาธรที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาซึ่งระหว่างมีคำวินิจฉัยนั้นสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ซึ่งกระบวนการดังกล่าวในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นปฏิบัติอย่างเร่งด่วนแบบพิเศษ

ส่วนกรณี 41 ส.ส. ที่คณะของส.ส.พรรคอนาคตใหม่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรจะใช้บรรทัดฐานใดเพื่อพิจารณาในกรณีดังกล่าว ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีความใกล้เคียงกัน ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาบนมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความยุติธรรม