8 มิถุนายน 2567 World Oceans Day บนความท้าทายทะเลเดือด

08 มิ.ย. 2567 | 01:18 น.

8 มิถุนายน 2567 “วันทะเลโลก” หรือ วันมหาสมุทรโลก World Oceans Day ความท้าทายของประเทศไทยกับสถานการณ์ ทะเลเดือด ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ไม่ควรมองข้าม

วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี ถือว่าเป็นวันสำคัญนั่นคือ “วันทะเลโลก” หรือ วันมหาสมุทรโลก (World Oceans Day) โดยปี 2567 นี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Awaken New Depth” หรือ "ปลุกกระแส แก้วิกฤตมหาสมุทร"

ความสำคัญของ “วันทะเลโลก” หรือ วันมหาสมุทรโลก (World Oceans Day) ได้ถูกกำหนดขึ้นในคราวการประชุมสุดยอดระดับประเทศผู้นำว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UN Conference on Environment and Development: UNCEN) หรือการประชุม Earth Summit ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 2535 เพื่อเผยแพร่ความรู้และรณรงค์ส่งต่อไปยังประชาชนทั่วโลกผ่านเครือข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก 

พร้อมกับจัดกิจกรรมร่วมกับองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกช่วยกันปกป้องและรักษาทะเล จนกระทั่งปี 2551 องค์การสหประชาชาติจึงได้กำหนดวันขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองและปลุกจิตสำนึกของผู้คนทั่วโลก ให้ความสำคัญกับบทบาทของทะเลและมหาสมุทรที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และร่วมกันอนุรักษ์ท้องทะเลและมหาสมุทร

ความสำคัญของทะเล

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา และด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่เขตทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร และมีความยาวชายฝั่งทะเลรวม 3,010 กิโลเมตร

จากข้อมูลของ สำนักงานสภาความมั่งคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่า ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ทำให้ประเทศไทย มีเส้นทางออกสู่ 2 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นจุดกระจายสินค้าและเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญภายในภูมิภาค 

ประกอบกับการมีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ จึงสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลในหลายรูปแบบ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การขนส่งทางทะเลและพาณิชยนาวี อุตสาหกรรมทางทะเล รวมถึงแหล่งพลังงานของประเทศ 

จากประเมินผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ด้านเศรษฐกิจภาคทะเล ในปี 2557 สูงถึง 24 ล้านล้านบาท หรือในช่วง พ.ศ. 2550 - 2558 มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจภาคทะเล คิดเป็นประมาณ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) และ คาดการณ์ว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นต่อไปในอนาคต

อนาคตความมั่นคงทางทะเล

ไม่นานมานี้ สมช. ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคงเรื่อง ทะเลเดือด เอลนีโญแรง และอนาคตความมั่นคงทางทะเล โดยพบว่า ในปีนี้ประเทศไทยอาจมีความร้อนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้องเผชิญกับผลกระทบของน้ำทะเลเดือดที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และเอลนีโญที่จะเข้ามาซ้ำทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ปะการังจะได้รับผลกระทบจากความร้อนจนอาจฟอกขาว และการเพิ่มขึ้นของแพลงก์ตอนบลูม อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว 

ดังนั้น การมีมาตรการเตรียมความพร้อมและการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต

สถานการณ์ปัจจุบัน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั้นดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นพายุฝน พายุหิมะฝุ่นควัน หรือแม้แต่คลื่นความร้อนที่ปัจจุบันมีแต่อุณหภูมิจะสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เป็นที่ยอมรับแล้วว่าได้กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวมอย่างรอบด้าน 

เห็นได้จากฤดูร้อนในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียทั้งหมดประสบปัญหากับคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง หรือ Monster Asian Heatwave ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการ หากแต่วิกฤติที่ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงนี้ไม่ได้มีเพียงเห็นได้บนผืนดินเท่านั้น แต่ใต้ผืนน้ำอย่างมหาสมุทรก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเช่นกัน 

จากการเก็บข้อมูลขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ได้ออกรายงานเกี่ยวกับอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรของโลกที่ได้สร้างสถิติใหม่นับตั้งแต่มีการบันทึก มีสาเหตุจากการเกิดคลื่นความร้อนในมหาสมุทรทั่วโลก (Marine Heatwaves) โดยทั่วไปการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิมหาสมุทรนั้นเป็นเรื่องยาก 

แต่ปัจจุบันด้วยที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิน้ำทะเลก็สูงขึ้นตาม จากอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่า 90% เป็นผลจากการสะสมก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โดยมีมหาสมุทรคอยดูดซับความร้อนส่วนเกินจากปรากฏการณ์เรือนกระจก 

ทั้งนี้ มีการขยับขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลจากเดิมที่อยู่ที่ 21 องศาเซลเซียส ในปี 2016 เป็น 21.1 องศาเซลเซียส ในปี 2023 และในบางพื้นที่มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการบันทึกมา

ความน่ากังวลของ 0.1 องศาเซลเซียส

มหาสมุทรไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการดูดซับความร้อนส่วนเกิน รวมถึงลดปริมาณคาร์บอนส่วนเกินให้กลับลงสู่มหาสมุทรด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความสามารถในการจุความร้อนของน้ำทะเลนั้นได้ช่วยคงอุณหภูมิบนบกไม่ให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างมาก 

หากแต่ 0.1 องศา ที่เพิ่มในช่วงปีที่ผ่านมา อาจหมายถึงความจุความร้อนในมวลน้ำที่มหาศาล ไม่อาจรองรับความร้อนของโลกได้เหมือนเดิม และนั่นแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิบนบกจะสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต

วิกฤตจากเอลนีโญ (El Nino)

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของโลกปรากฏการณ์หนึ่งที่มักเกิดเป็นประจำทุกปี และมีผลต่อการเคลื่อนตัวของมวลเมฆระหว่างสองทวีป และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของแต่ละทวีป เอลนีโญจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ฝั่งทวีปเอเชีย) เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กระแสน้ำอุ่นย้อนมาทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก (ฝั่งทวีปอเมริกา) ส่งผลให้น้ำทะเลร้อนขึ้น ฝนตกน้อยลง เกิดภัยแล้งและแม้แต่เป็นสาเหตุสำคัญของไฟป่า 

ดังนั้นปรากฏการณ์นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเท่านั้น แต่กลับเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่สำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ รูปแบบความมั่นคงที่จะกระทบจากความรุนแรงของเอลนีโญที่สูงขึ้นอาจมีได้หลากหลาย อาทิ ผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรงที่กระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตร ผลกระทบจากอากาศร้อนที่มากเกินไปจนส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว และการกระตุ้นความต้องการใช้พลังงานภาคครัวเรือนจากเครื่องปรับอากาศในภูมิภาคเอเชีย หรือผลกระทบต่อระดับน้ำในคลองที่ขุดที่ส่งผลต่อระยะเวลาการน้าเข้าส่งออกระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น อาทิ แม่น้ำโขง คลองปานามา หรือคลองหยวนเหอ

ปรากฏการณ์น้ำทะเลเดือด

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภาพดาวเทียมจาก NOAA ได้รายงานว่าปีนี้เอลนีโญอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีความร้อนสูงสุดเป็นประวัติการ ถึงแม้ว่าเอลนีโญจะสิ้นสุดในช่วงเดือนมิถุนายน แต่ช่วงมีนาคมไปจนถึงมิถุนายน 2567 นี้ โลกจะมีอุณหภูมิสูงในหลายพื้นที่ถึงขนาดที่หลายประเทศอาจร้อนที่สุดตั้งแต่ที่เคยบันทึกไว้ 

ผลกระทบสำคัญทางทะเลที่จะได้รับจากเหตุการณ์นี้คือ อุณหภูมิน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นจนทำให้ปะการังได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยปะการังถือเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญมากจนถูกกำหนดเป็นระบบนิเวศประเภทหนึ่ง ซึ่งระบบนิเวศ 

ปะการังนั้นได้ให้มูลค่าทางนิเวศบริการทางธรรมชาติอย่างมาก อาทิ การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ และการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สร้างมูลค่ามากกว่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปีแก่ประเทศไทย 

ในปี 2567 นี้ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเตือนให้เฝ้าระวังเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ทั่วโลก โดยองค์กรระหว่างประเทศอย่าง NOAA ได้เพิ่มมาตรวัดระดับการแจ้งเตือนปะการังฟอกขาวขึ้นถึงขั้นสุดอีก 3 ระดับ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบันได้ทำให้มาตรวัดระดับเดิมไม่สามารถใช้ประเมินได้อีกต่อไป

การประมงที่เปลี่ยนไป

ผลกระทบต่อขนาดปลาที่ลดลงจากสาเหตุของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อกลไกการอนุรักษ์พลังงานของสิ่งมีชีวิต ที่ต้องเร่งกระบวนการเผาผลาญเพื่อท้าให้ตัวเองอยู่รอดในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งมีชีวิตในทะเล ซึ่งอ่อนไหวง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ขนาดปลาที่เล็กลงจะกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงของประเทศไทยอย่างมาก

ด้วยเหตุข้างต้นเหตุการณ์การรุกล้ำน่านน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการประมงอาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ หน่วยงานภาครัฐเพียงรัฐเดียวคงไม่อาจแก้ปัญหาขนาดใหญ่แบบนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบจากรายได้ภาคการประมงที่ลดลงจากเหตุการณ์เหล่านี้ ตลอดจนแนวทางการหาทางออกนั้นถือว่าจำเป็นสำหรับความอยู่รอดของประเทศในอนาคต

สาหร่ายทะเลที่เป็นพิษ

ปรากฏการณ์น้ำทะเลเดือดนี้ ไม่ได้ส่งผลต่ออะไรที่เห็นได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทยอีกด้วย เช่น ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือ ปรากฏการณ์ที่สาหร่ายสีเขียวขนาดเล็กมาก ๆ นับล้าน แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว จากเหตุที่ธาตุอาหารในน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ อาทิ การใช้ปุ๋ยเคมีที่มากเกินไป การไม่บำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ 

ประกอบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแสงแดดที่แรงมากขึ้น ได้ไปกระตุ้นการสังเคราะห์แสงและการขยายพันธุ์ของสาหร่ายเหล่านี้ และอาจมากจนสามารถเกิดพิษได้ จากการที่สาหร่ายปลดปล่อยคาร์บอนมากเกินไป เห็นได้จากกรณีน้ำทะเลเขียวในพื้นที่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่เมื่อก่อนอาจพบเจอได้ในช่วงฤดูฝนแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับพบปรากฏการณ์ดังกล่าวมากขึ้นในช่วงฤดูร้อนจากสาหร่ายชนิด Noctiluca 

แม้ว่าประเทศไทยจะโชคดีที่สาหร่ายชนิดนี้ไม่มีพิษในตัวเอง แต่ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่ประเทศไทยอาจจะประสบกับปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมของสาหร่ายพิษได้ในอนาคต

เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ อย่างในกรณีสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2015 รัฐบาลต้องประกาศห้ามท้าการประมงบริเวณชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ จากสาหร่ายปล่อยสารพิษที่เรียกว่า Domoic Acidไปสะสมในสัตว์ทะเลจำพวกกุ้ง หอยและปู แล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารจนเกิดพิษในระบบทางเดินอาหารรุนแรงทั้งในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีทั้งการท่องเที่ยวทางทะเลและการประมง เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นแบบไม่ได้มีการเตรียมรับมือ คงกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไม่น้อยเช่นกัน

ข้อเสนอแนะ

ระบบติดตามและพยากรณ์อุณหภูมิน้ำทะเลล้วงหน้าสำหรับประเทศไทยที่มีอยู่ในหลาย ๆ หน่วยงานควรถูกนำมาเป็นเครื่องมือหลักสำหรับเตรียมการรับมือจากเหตุคลื่นความร้อน รวมถึงระบบเฝ้าติดตามสาหร่ายพิษ ตลอดจนขั้นตอนการรับมือด้านสาธารณสุขในช่วงหน้าร้อนที่เกิดจากความไม่ปกติของทะเล 

สิ่งที่ต้องเร่งรัดเตรียมการอย่างหนึ่ง คือกระบวนการพูดคุยระหว่างรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการประมงที่จะต้องมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน จากเหตุที่ทรัพยากรประมงลดลงอย่างมากและพื้นที่การประมงที่อาจหายไปจากสาหร่ายพิษ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการเตรียมแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น ปัญหา “ทะเลเดือด” นั้นเป็นปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องอาศัยการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนในระดับโลกต่อไป