
นับถอยหลัง "นโยบายปิดผับตี 4" ภาคประชาชน บุกทำเนียบยื่นค้าน
"ภาคประชาชน" บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึงนายก ค้านนโยบาย "ขยายเวลาปิดผับตี 4" ที่จะเริ่ม 15 ธ.ค. 66 จี้ ทบทวน รับฟังความเห็นให้รอบด้าน วางมาตรการรับมือให้ชัด ชี้อุบัติเหตุจากดื่มแอลกอฮอล์ยังพรุ่ง แนะเลื่อนไปเริ่มสงกรานต์
วันที่ 13 ธันวาคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายภาคประชาชน นำโดย นายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กทม. นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นางสาวเครือมาส ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ และภาคีชุมชน กทม. กว่า 100 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เพื่อขอให้เลื่อนนโยบายขยายเวลาสถานบริการ ผับบาร์ ออกไป จากวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ให้เป็นช่วงสงกรานต์ โดยในวันเดียวกันนี้ ทางเครือข่ายยังได้มีการปราศรัยและนำดอกไม้จันทร์วางหน้าป้ายกฎกระทรวงขยายเวลาสถานบริการผับบาร์ เพื่อแสดงจุดยืนในการคัดค้านนโยบายดังกล่าว
นายเจษฎา กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสารเสพติดถูกกฎหมายที่สร้างผลกระทบในทุกมิติ ทุกระดับ ทั้งต่อตัวบุคคล ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ เป็นสาเหตุการตายของประชากรโลก 3.3 ล้านคนต่อปี เฉพาะคนไทยตายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปีละประมาณ 26,000 คน เฉลี่ยทุก 20 นาทีจะมีคนไทยตาย 1 คน
และการศึกษาพฤติกรรมการทำความผิดของเด็กและเยาวชนในสถานพินิจ ปี 2550 พบว่า 40.8% ก่อคดีระหว่างดื่มหรือภายใน 5 ชั่วโมงหลังดื่มสุรา ส่วนปี 2565 มีข้อมูลคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 14,854 คน โดยมีการดื่มแล้วขับไม่น้อยกว่า 20 % และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 38.3%
ดังนั้นเราจึงมีความเป็นห่วงต่อนโยบายขยายเวลาปิดผับบาร์ในเวลาตี 4 ของรัฐบาล ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ว่าจะสร้างผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยรวม และนักท่องเที่ยว ไม่คุ้มกับความคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะหากนายกฯ ได้รับข้อมูลการศึกษาของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเองเมื่อปี 2563 ก็จะรู้ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเขาต้องการเข้ามาเที่ยวธรรมชาติ และวัฒนธรรมของไทย เป็นอันดับต้นๆ ส่วนการกินดื่ม เที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืนเป็นความสนใจลำดับสุดท้ายที่เขาจะสนใจ
อีกทั้งยังมีข้อมูลว่ามีชาวต่างชาติมาเสียชีวิตบนถนนเมืองไทยปีละกว่า 500 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2 หมื่นคน ดังนั้นความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างหากเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องขบคิดมากกว่าเรื่องการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงที่จะเท่ากับการขยายเวลาความเสี่ยงให้กับการท่องเที่ยวไทย
และเมื่อดูมาตรการต่างที่ออกมารับมือผลกระทบ ก็แทบจะไม่มีหวังเลยว่าจะปฏิบัติได้จริง ใครต้องรับผิดชอบ ใช้งบประมาณจากส่วนไหน และหากสถานประกอบการมีปัญหากับคนเมาใครจะเข้าไปช่วยเหลือระงับเหตุ เท่าที่เห็นเป็นเพียงการขอความร่วมมือซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย
นายธีรภัทร์ กล่าวว่า เรามาในวันนี้เพื่อจะเตือนรัฐบาล ว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประชาชน จะทำแบบมักง่ายไม่ได้ ดังนั้นเราจึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเรียกร้องดังนี้
- เครือข่ายฯ ขอย้ำจุดยืนในการคัดค้านแนวคิดการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับ บาร์ เพราะไม่เชื่อมั่นในมาตรการรับมือปัญหาที่จะเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อประชาชน นักท่องเที่ยวอย่างได้ไม่คุ้มเสีย
- ขอให้รัฐบาลทบทวนนโนบายนี้ โดยเลื่อนเวลาให้มีผลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างนี้ขอให้จัดระดมความเห็นจากภาคส่วนให้เกิดความรอบคอบ ปฏิบัติได้จริงและลดโอกาสเกิดความสูญเสีย เกิดกลไกกำกับติดตามประเมินผลที่เชื่อถือได้ หากผลได้น้อยกว่าความสูญเสียก็ต้องทบทวนในทางนโยบาย
- ขอให้รัฐบาลเร่งพัฒนากฎหมายให้มีความทันสมัย เช่น พ.ร.บ.สถานบริการ ที่ล้าหลังมากไม่ทันความเปลี่ยนแปลง การกำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการสถานบริการ ร้านเหล้าผับ บาร์ ต้องรับผิดชอบกรณีลูกค้าเมาแล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุ สร้างผลกระทบทางสังคม หรือการกำหนดเพิ่มโทษ เมาแล้วขับสูงขึ้นเพื่อไม่ต้องรอลงอาญา ติดคุกจริง ๆ รวมถึงการตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ที่เข้มงวดมากขึ้น เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่ร่วมกันแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ เป็นเวลาตี 4 ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) พร้อมด้วย เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพประชาชน มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิวิถีสุข เป็นต้น






