
เชอรี่ กรุ๊ป เร่งเครื่องปักหมุด EV ไทย ย้ำจุดยืน "ลงทุนจริง ไม่ได้มาแค่ขายรถ"
เชอรี่ กรุ๊ป ประกาศแผนลงทุนรถยนต์ EV ในไทยต่อเนื่อง ทั้งการผลิต ขยายเครือข่ายโชว์รูม-ศูนย์บริการ ย้ำไม่นำรถเข้ามาขายอย่างเดียว แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
KEY
POINTS
- ทุ่มงบกว่า 5,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV ที่จังหวัดระยอง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้สูงถึง 90%
- ขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศรวมกว่า 180 แห่ง เพื่อรองรับการขายและบริการหลังการขายอย่างเต็มรูปแบบ
- เน้นการจ้างงานคนไทยเป็นหลักกว่า 1,300 คน พร้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในประเทศ
กลุ่มเชอรี่ จากจีน เดินหน้าขยายการลงทุนในไทย ทั้งด้านการผลิต เครือข่ายการขาย-บริการหลังการขาย การจ้างงานคนไทย ย้ำจุดยืนว่าการทำธุรกิจของบริษัท ไม่ได้เป็นเพียงการนำเข้ารถ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคพลังงานใหม่
ปัจจุบันกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า “เชอรี่” ทำตลาดในไทย 3 แบรนด์ คือ OMODA & JAECOO (บริหารเป็นแบรนด์เดียวกัน) มีเครือข่าย โชว์รูม-ศูนย์บริการ 90 แห่ง ขณะที่แบรนด์ CHERY เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2568 มี 50 แห่ง และแบรนด์ใหม่ LEPAS อีก 40 แห่ง รวมเครือข่ายทั่วประเทศประมาณ 180 แห่ง
สำหรับโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่าง JAECOO 5 ที่ผลิตในประเทศไทย มียอดขาย 3,000–4,000 คันต่อเดือน ซึ่งกลุ่มเชอรี่ ยังพยายามเชื่อมโยงทรัพยากรด้านบริการหลังการขายบางส่วน เช่น งานซ่อมสี-ตัวถัง ให้ใช้ร่วมกันระหว่างแบรนด์ได้
โรงงาน จ.ระยอง ผลิตสะสมทะลุ 20,000 คัน
นายเซดริก ซุย ประธาน เชอรี่ กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ที่จังหวัดระยอง และใช้เวลาประมาณ 1 ปี นับจากเข้ามาก็สามารถเริ่มสายการผลิตได้ โดยเริ่มเดินเครื่องเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากช่วงแรกที่ผลิตได้เพียงไม่กี่คัน ปัจจุบันเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นแตะระดับราว 5,000 คันต่อเดือน และมียอดผลิตสะสมแล้วประมาณ 20,000 คัน
บริษัทเตรียมจัดกิจกรรมฉลองการผลิตครบ 20,000 คันในวันที่ 15 กันยายนนี้ พร้อมยืนยันแผนทยอยเพิ่มจำนวนรุ่นที่ผลิตในประเทศ และยกระดับสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้รุ่นหลักมีสัดส่วนการผลิตในไทยขึ้นไปถึงราว 90% ในปีหน้า เหลือการนำเข้าเพียงประมาณ 10%
ทั้งนี้ บริษัทเคยแจ้งแผนลงทุนเป็นเฟส โดยเฟสถัดไปจะเพิ่มกำลังการผลิตและสัดส่วนการใช้ Local Content ในสายการผลิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ธุรกิจเชอรี่ เน้นทีมงานคนไทย
นายเซดริก ซุย กล่าวว่า ทีมงานในไทยมีพนักงานราว 1,300 คน เป็นชาวจีนเพียงประมาณ 10–15 คน ที่เหลือเป็นคนไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพราะเข้าใจตลาดและบริบทของผู้บริโภคไทยได้ดีกว่า ทำให้การกำหนดทิศทางธุรกิจสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น
นอกจากนี้ บริษัทยังนำเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ไปถ่ายทอดและอบรมให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ของสถาบันการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่ออัพสกิลบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงการฝึกอบรมช่างและทีมงานคนไทยก่อนเข้าสู่สายการประกอบจริง ซึ่งเป็นกระบวนการจำเป็นในการยกระดับความชำนาญของแรงงานในประเทศ
ลงทุนจริง สวนกระแส "รถ EV ศูนย์เหรียญ"
ส่วนข้อกังวลต่อวาทกรรม "รถ EV จีนศูนย์เหรียญ" อย่างที่มีการพูดกันว่า แค่ขันน๊อต หยอดกาว ผู้บริหาร เชอรี่ กรุ๊ปชี้ว่า ตามข้อเท็จจริงแล้วระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต ไม่ได้กำหนดเพียงสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศเท่านั้น แต่ยังกำหนดกระบวนการผลิตด้วย โดยกฎเกณฑ์ปัจจุบันกำหนดให้ต้องมีสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศเกิน 40% ซึ่งบางรุ่นของบริษัทมีสัดส่วนเกิน 45% แล้ว
กระแสที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับกรณีที่ภาพบางส่วนของกระบวนการผลิตหลุดออกสู่สาธารณะและถูกนำไปตีความคลาดเคลื่อน เช่น ภาพขั้นตอนการฝึกอบรมทีมงานคนไทยก่อนขึ้นสายการประกอบจริง ที่ถูกนำไปพูดในบริบทอื่นจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ที่สำคัญการลงทุนของผู้ผลิตแต่ละรายอยู่ในระดับหลักพันล้านบาทขึ้นไป จึงไม่ใช่เพียงการนำรถเข้ามาประกอบแล้วขาย ทำให้ทุกรายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่ห่วงโซ่ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนบางส่วนยังต้องใช้เวลาปรับตัวและปรับปรุงเครื่องจักร คล้ายช่วงที่ค่ายรถญี่ปุ่นและยุโรปเข้ามาลงทุนในไทยยุคแรก ที่ทั้งภาครัฐ ผู้ผลิต และผู้บริโภคต่างต้องใช้เวลาปรับตัวไปด้วยกัน
มองนโยบายภาษี EV ผลกระทบจำกัด
ต่อกรณีที่ภาครัฐเตรียมทบทวนนโยบายด้าน EV และอาจปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า บริษัทแสดงจุดยืนแบบระมัดระวัง โดยระบุว่าไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของภาครัฐ และเข้าใจความจำเป็นในการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ พร้อมมองว่าทิศทางที่ผลักดันให้ผลิตในประเทศมากขึ้นเป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะยาว
บริษัทประเมินว่าตนได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากผลิตในประเทศเป็นสัดส่วนหลักอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่ารุ่นราคาสูง (ราวเกิน 1.5 ล้านบาท) ยังยากที่จะผลิตในไทยในปริมาณมากในเวลานี้ จึงอาจต้องนำเข้าและได้รับผลกระทบด้านราคาบ้าง โดยแนวทางของบริษัทคือทยอยปรับให้รุ่นต่าง ๆ เข้าสู่การผลิตในประเทศมากขึ้น
เชอรี่ กรุ๊ป ผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีน
เชอรี่ กรุ๊ป ก่อตั้งในจีนเมื่อปี 2540 (ค.ศ.1997) โดยเลือกเส้นทางพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเองตั้งแต่ต้น ไม่พึ่งพาการร่วมทุนกับค่ายรถต่างชาติเหมือนผู้ผลิตจีนรายอื่นในยุคนั้น แม้ช่วงเริ่มต้นจะเผชิญช่องว่างทางเทคโนโลยีกับค่ายตะวันตกและญี่ปุ่นที่พัฒนามานานหลายสิบปี แต่บริษัทใช้เวลาราว 10 ปีในการสั่งสมองค์ความรู้ จนเครื่องยนต์ติดอันดับต้นๆ ของโลก
บริษัทเริ่มธุรกิจส่งออกตั้งแต่ปี 2545 (ค.ศ.2002) โดยมีตะวันออกกลางเป็นตลาดแรก ก่อนขยายสู่ระดับโลกอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันจำหน่ายในกว่า 170 ประเทศ/ภูมิภาค มีฐานผลิตนอกประเทศจีนกว่า 21 แห่ง ครอบคลุมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และยุโรป และเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีนต่อเนื่องหลายปี
วางไทย ฐานผลิตรถพวงมาลัยขวา
ในภาพระดับโลก เชอรี่โฟกัสตลาดพวงมาลัยขวาราว 6 ประเทศหลัก โดยแม้ขนาดตลาดไทยจะเล็กกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่ผลงานของไทยถือว่าโดดเด่นด้วยการขึ้นสู่อันดับ 3 ของตลาด ขณะที่สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่บริษัทให้ความสำคัญเช่นกัน
ทิศทางสำคัญของบริษัทคือการวางภาพลักษณ์แบรนด์ให้มากกว่าการเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมต่อ AI เข้ากับรถยนต์
“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เหมือนการก้าวจากโทรศัพท์ธรรมดาสู่สมาร์ทโฟน ที่เมื่อประสบการณ์ผู้ใช้เปลี่ยนไปแล้วก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิง และเป็นเทรนด์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้” นายเซดริก ซุย กล่าว







