
KGEN จับมือค่ายยักษ์จีน รับธุรกิจ EV หนุนกำลังผลิตทะลุ 5 หมื่นคัน
KGEN ลุยธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกเต็มตัว หลังจับมือ Chery ค่ายยักษ์ใหญ่จากจีนเปิดโรงงานระยอง หลังกระแสตอบรับดี ดันยอดความต้องการรถ EV ทะลุ 5 หมื่น คันต่อปี
KEY
POINTS
- KGEN ร่วมมือกับ Chery ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย
- โรงงานแห่งใหม่มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 50,000 คันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่สูงขึ้น
- มีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 80,000 คันต่อปีภายใน 5 ปีข้างหน้า (2569-2573)
นายนวพร เกียรติขจรวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน KGEN กำลังเปลี่ยนผ่านการดำเนินการธุรกิจแบบเดิม ด้วยการปรับมุ่งสู่ธุรกิจการผลิตและจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยมีจุดแข็งคือการเป็นพันธมิตรกับ Chery ในการเปิดโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
นอกจากนี้ KGEN กำลังปรับโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก จะส่งเสริมโอกาสในการเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของทั้งคู่ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ จ.ระยอง หลังเปิดอย่างเป็นทางการและเดินหน้าเข้าสู่การผลิตอย่างเต็มตัว
ทั้งนี้ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมในการทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ทันความกำหนดการ โดยมีกำลังการผลิต 50,000 คันต่อปี
ขณะที่ยอดความต้องการรถ EV ทะลุ 50,000 คันแล้ว และในแผนระยะ 5 ปี (2569-2573) เป้ากำลังการผลิตจะอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ของภูมิภาค
นายนวพร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เข้าถือหุ้น บริษัท คิงเจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN ในสัดส่วนประมาณ 4% นั้นทางบริษัทได้รับทราบจากผู้ถือหุ้นว่าได้มีการขายหุ้นให้กับกลุ่ม BTS จริง เนื่องจากเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความสัมพันธ์และรู้จักกันมาอย่างยาวนาน
"การเข้ามาถือหุ้นใน KGEN ส่วนตัวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะ BTS เป็นบริษัทพันธมิตรที่มีศักยภาพ และมีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบการขนส่ง" นายนวพร กล่าว
ขณะเดียวกันการซื้อหุ้นดังกล่าวยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องประกาศต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ต้องถือเกิน 5% ขึ้นไป
ทั้งนี้บริษัทมองว่าการเข้ามาของ BTS สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายใหญ่ที่มองเห็นโอกาสการเติบโตของบริษัทในระยะยาว เนื่องจากบริษัทอยู่ในช่วงที่เรียกว่า J Curve investment Phase คือผ่านการลงทุนหนักในช่วงแรก และจะเข้าสู่ช่วงของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ BTS เข้ามาถือหุ้น KGEN ในสัดส่วนประมาณ 4% เป็นการเข้าลงทุนเพื่อดูทิศทางธุรกิจในระยะแรก โดย BTS มักลงทุนในธุรกิจหลากหลายตัวที่มีศักยภาพ
ขณะที่ KGEN มีลักษณะคล้ายกับ Startup ที่มีธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจอย่างการผลิต EV เข้ามา และต้องติดตาม BTS จะเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นอีกหรือไม่ ซึ่งหากผลประกอบการเริ่มพลิกกลับมาเป็นกำไรดีตามที่คาดการณ์ อาจเป็นแรงจูงใจให้กลุ่ม BTS พิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้อีก
ที่ผ่านมา KGEN มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป็นหุ้นในกลุ่มสื่อ (เดิมชื่อหุ้น NBC) ปัจจุบันได้ตัดธุรกิจเดิมที่เคยเป็นภาระออกไปจนเกือบหมด และหันมาเริ่มต้นใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างโลจิสติกส์และยานยนต์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ดีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา KGEN เริ่มมีรายได้ที่มั่นคงจากธุรกิจของ มนตรี ทรานสปอร์ต ซึ่งเป็นบริการขนส่ง และล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาได้มีความชัดเจนในการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นโครงการร่วมทุนกับ Chery ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งจะทำให้บริษัทเริ่มมีรายได้จากการลงทุนในส่วนนี้อย่างเป็นทางการ
สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ของ KGEN ในปัจจุบันได้รองรับและมีแบรนด์ในมือที่น่าสนใจ ทั้ง แบรนด์ Chery แบรนด์ OMODA และ JAECOO รวมถึงแบรนด์ FARIZON ภายใต้ค่าย GEELY แม้จะมีความท้าทายด้านการแข่งขัน แต่ KGEN มีจุดเด่นเหนือคู่แข่งหลายประการ ทั้งการร่วมทุนกับ Chery ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีอันดับต้นๆ ในจีนและมีประสบการณ์การส่งออกสูง
ขณะเดียวกันโรงงานของ KGEN จะได้รับคำสั่งซื้อจาก Chery เพื่อผลิตรถยนต์สำหรับการส่งออกและจำหน่ายในประเทศอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการหาลูกค้าใหม่เองทั้ง 100% ด้านฝั่งพันธมิตรอย่าง Chery ยังอาจเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนหลักบางส่วน ทำให้ฐานการเงินของ KGEN ยังคงแข็งแกร่งและมีความเสี่ยงต่ำในการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต ซึ่งในงาน Motor Show ที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายทุกแบรนด์มากกว่า 2 หมื่นคัน
นอกจากนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน KGEN เป็นหุ้นที่น่าจับตามอง จากปัจจัยบวกจากการที่ธุรกิจเดิมเริ่มอยู่ตัวและมีธุรกิจใหม่ EV เข้ามาเสริมทัพ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงานมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นกำไรในอนาคต






