thansettakij
thansettakij
วินฟาสต์ EV เวียดนามที่ไทยจับตา จาก“เผาเงิน” สู่การ “ย้ายหนี้”

วินฟาสต์ EV เวียดนามที่ไทยจับตา จาก“เผาเงิน” สู่การ “ย้ายหนี้”

28 พ.ค. 69 | 03:30 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ค. 69 | 05:49 น.

วินฟาสต์ ยอดขายโต แต่ยังขาดทุนหนัก โดย EV เวียดนามที่ยังไม่บุกไทย เร่งผ่าตัดธุรกิจครั้งใหญ่ เปลี่ยนจาก “เร่งโต” สู่ “ลดภาระ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถยนต์

KEY

POINTS

  • วินฟาสต์ ประสบภาวะขาดทุนมหาศาล แม้ยอดขายจะเติบโต ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เผาเงิน” จากต้นทุนการขยายธุรกิจที่สูง
  • บริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อกู้สถานการณ์ โดยขายโรงงานหลักในเวียดนาม และโอนหนี้สินเกือบ 2.27 แสนล้านบาท ออกจากงบดุล ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ “ย้ายหนี้”
  • จากสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง ทำให้วินฟาสต์ ตัดสินใจระงับแผนการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปี 2567

วินฟาสต์ (VinFast) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนาม ในเครือวินกรุ๊ป เอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่พับแผนการเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยช่วงปี 2567

แม้จะออกบูธในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2024 และขึ้นป้ายโชว์รูมแถวโพธิ์แก้ว พร้อมแถลงแผนงานเตรียมนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า EV มาเปิดตัวหลายรุ่น ทั้ง e34 VF5 VF6 และ VF7 แต่ทุกอย่างถูกระงับไป ด้วยเหตุผลทางธุรกิจล้วนๆ หรือวิเคราะห์แล้วว่า “สังเวียนนี้ วินฟาสต์ ยังไม่สามารถแข่งขันได้”

สถานการณ์ของค่ายรถยนต์เวียดนาม ถูกตั้งคำถามเรื่อยมา จากยอดขายเติบโตทั่วโลก(เริ่มจากศูนย์) แต่ผลประกอบการยังขาดทุน จนมีคำพูดว่า “ขายรถไป เผาเงินทิ้งไป”

  • ยอดขายเพิ่มแต่ขาดทุน

ปี 2568 วินฟาสต์ ทำสถิติใหม่ด้วยการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าได้ 196,919 คัน เพิ่มขึ้น 102% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สร้างรายได้รวมกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.17 แสนล้านบาท) แต่ยังถูกกลบด้วยตัวเลขขาดทุนสุทธิ 3,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.27 แสนล้านบาท)

สาเหตุหลักมาจากต้นทุนมหาศาลในการขยายโชว์รูมทั่วโลก การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการอุดหนุนราคาเพื่อสู้ศึกตลาด EV รวมถึงการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์จากความล่าช้าของโรงงานในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันถูกรัฐนอร์ทแคโรไลนา ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแล้ว

วินฟาสต์ EV เวียดนามที่ไทยจับตา จากขายรถ“เผาเงิน” สู่การ “ย้ายหนี้”

ดังนั้น เพื่อกู้สถานการณ์ทางการเงิน วินฟาสต์ ตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เปลี่ยนไปใช้แนวทาง Asset-Light โดยการขายโรงงานหลักในเวียดนาม มูลค่า 506 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,500 ล้านบาท) ให้กับกลุ่มนักลงทุนรายใหม่ พร้อมกับ โอนภาระหนี้สินมหาศาลเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.27 แสนล้านบาท) ออกจากงบดุลของบริษัท

ประเด็นนี้ถูกรายงานโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาซื้อโรงงานมีความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนกับเครือ วินกรุ๊ป ของมหาเศรษฐี “ฟาม เญิต เวือง” จนถูกมองว่าอาจเป็นการปรับตัวเลขทางบัญชีเพื่อลดภาระหนี้ให้วินฟาสต์ ดูดีขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ

  • ปรับโครงสร้างธุรกิจ เปลี่ยนแม่ทัพใหม่

ล่าสุด ประกาศแต่งตั้ง “ฟาม เญิต กวาม แองห์” ลูกชายวัย 33 ปีของ “ฟาม เญิต เวือง” ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานบริษัทคนใหม่ ถือเป็นการส่งไม้ต่อเพื่อปรับภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูทันสมัย พร้อมชนกับคู่แข่งในระดับสากลมากขึ้น

ที่ผ่านมา จากวิธีย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวาระหว่าง วินฟาสต์ กับ วินกรุ๊ป อาจทำให้ตัวเลขทางบัญชีดูดี แต่กลับสร้างความกังวลให้นักลงทุนบางส่วนขาดความเชื่อมั่น สะท้อนวิธีดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการระดมทุนหรือหาพันธมิตรในอนาคต

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์เวียดนาม ในภาพรวมยังน่าสนใจ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติ อย่าง โตโยต้า มิตซูบิชิ ฟอร์ด ฮุนได ที่มีโรงงานผลิตในปัจจุบัน ยังมองหาโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ที่กำลังเติบโต ประชากรระดับ 100 ล้านคน (มีโอกาสเปลี่ยนจากการใช้มอเตอร์ไซค์มาเป็นรถยนต์ได้อีกเยอะ)

วินฟาสต์ EV เวียดนามที่ไทยจับตา จากขายรถ“เผาเงิน” สู่การ “ย้ายหนี้”

แม้กำลังการผลิตรถยนต์รวมของประเทศเวียดนาม 4-5 แสนคันต่อปี อาจจะยังไม่ใกล้เคียงกับไทยหรืออินโดนีเซีย ที่มีซัพพลายเชนที่แข็งแรง พร้อมกำลังผลิตระดับ 1.5 ล้านคันต่อปี

แต่ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมุ่งมั่นสู่การเปลี่ยนผ่านไปที่รถยนต์ไฟฟ้า EV บวกกับค่าแรงต่ำ ตลาดที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่วินฟาสต์ มีส่วนสำคัญในการสร้าง ecosystem ทั้งสถานีชาร์จ และซัพพลายเชนอย่างแบตเตอรี่และชิ้นส่วนต่างๆ

  • เจาะตลาด อินโดนีเซีย  อินเดีย ฟิลิปปินส์

วินฟาสต์ โตเร็วแต่ก็เจ็บหนัก การขาดทุนสะสมที่ยังไม่เห็นจุดคุ้มทุน จากสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป การแข่งขันที่รุนแรง หรือการทุ่มตลาดของค่ายจีนที่มีกำลังผลิตมหาศาล

ยักษ์ใหญ่จากเวียดนาม ยังต้องเผชิญความท้าทาย แม้จะมีประเทศบ้านเกิดเป็นที่มั่นหลัก และพอจะจับทางขยายตลาดใหม่แล้วไปได้ดี เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง ที่พอมีช่องว่างให้แข่งขันได้

ในปี 2569 วินฟาสต์ตั้งเป้าหมายการขายรถยนต์ทั่วโลก 300,000 คัน ในจำนวนนี้คาดว่าจะมาจาก อินโดนีเซีย  อินเดีย และฟิลิปปินส์ รวมกัน 100,000 คัน ส่วนเมืองไทยกับประตูที่ปิดไปแล้ว ยังคงล็อคตายอยู่