thansettakij
thansettakij
ฮอนด้า ตัดงบลงทุน-ยกเลิกแผน EV ยอมรับสู้จีนไม่ได้ จ่อขาดทุน 1.2 แสนล้านบาท

ฮอนด้า ตัดงบลงทุน-ยกเลิกแผน EV ยอมรับสู้จีนไม่ได้ จ่อขาดทุน 1.2 แสนล้านบาท

13 มี.ค. 2569 | 04:48 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 04:59 น.

ฮอนด้า มอเตอร์ ยอมรับทำต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้า EV สู้จีนไม่ได้ ประกาศตัดงบลงทุน และยกเลิกแผนพัฒนา EV 3 รุ่นในอเมริกาเหนือ

KEY

POINTS

  • ฮอนด้ายกเลิกแผนการพัฒนาและทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV 3 รุ่นในทวีปอเมริกาเหนือ
  • ยอมรับว่าไม่สามารถทำต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตจากประเทศจีนได้
  • คาดการณ์ว่าอาจมีผลขาดทุนพิเศษสำหรับปีงบประมาณ 2569 สูงสุดถึง 1.2 แสนล้านบาท
  • การตัดสินใจมีขึ้นหลังความสามารถในการทำกำไรลดลง และตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ เติบโตช้าลง
  • ผู้บริหารระดับสูงจะงดรับค่าตอบแทนตามผลงานระยะสั้น ซึ่งจะทำให้ค่าตอบแทนรวมลดลงประมาณ 25-30%

ฮอนด้า มอเตอร์ ยอมรับทำต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้า EV สู้จีนไม่ได้ ประกาศตัดงบลงทุน และยกเลิกแผนพัฒนา EV 3 รุ่นในอเมริกาเหนือ ทั้ง Honda 0 SUV Honda 0 Saloon และ Acura RSX หลังจากปีงบประมาณ 2569 มีโอกาสขาดทุนสูงสุดกว่า 1.2 แสนล้านบาท

รายงานจาก บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการพัฒนา และการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV จำนวน 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจรถยนต์ฮอนด้าเริ่มลดลง

โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด ขณะเดียวกันการจัดสรรทรัพยากรไปสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ในตลาดเอเชียลดลง

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยก่อนหน้านี้ ภายใต้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ ฮอนด้า ได้เดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยมองว่าการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นความรับผิดชอบที่ผู้ผลิตรถยนต์ในอนาคตต้องมี แต่ในปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกามีอัตราการเติบโตชะลอลง จากการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านพลังงานฟอสซิล รวมถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่ตลาดจีน ความต้องการและคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเริ่มเปลี่ยนจากคุณสมบัติด้านกายภาพของรถยนต์ เช่น อัตราการประหยัดน้ำมันและพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ไปสู่คุณสมบัติด้านซอฟต์แวร์ที่สามารถพัฒนาและอัปเดตได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ใช้งาน ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ ที่มีวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สั้นและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SoftwareDefined Vehicle: SDV) รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS)

ฮอนด้า ตัดงบลงทุน-ยกเลิกแผน EV ยอมรับสู้จีนไม่ได้ จ่อขาดทุน 1.2 แสนล้านบาท

ภายใต้สภาพการแข่งขันดังกล่าวนี้ ฮอนด้า จึงไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าเหนือกว่าผู้ผลิตรายใหม่ได้ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดลดลง ซึ่งธุรกิจยานยนต์ของฮอนด้า กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในด้านผลประกอบการจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รวมถึงกำไรของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดที่ลดลง จากผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าใหม่

ฮอนด้า ได้พิจารณาถึงทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านผลประกอบการโดยเร็วที่สุด โดยได้ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon และ Acura RSX  โดยบริษัทฯ คาดว่า การเริ่มผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน ที่ความต้องการของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่มากขึ้นในระยะยาว

ในส่วนของงบการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ฮอนด้า คาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วง 820,000 ล้านเยน ถึง 1.12 ล้านล้านเยน และส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนที่บันทึกตามวิธีส่วนได้เสียในช่วง 110,000-150,000 ล้านเยน

นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนพิเศษในงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีงบประมาณเดียวกัน ในช่วง 340,000 ล้านเยน ถึง 570,000 ล้านเยน (6.9 หมื่นล้าน - 1.2 แสนล้านบาท)

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการเบื้องต้น ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569 และจะมีการสรุปตัวเลขสุดท้ายในงบการเงินรวม และงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังตัดสินใจให้ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมถึงรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งดรับค่าตอบแทนตามผลงานระยะสั้น (ShortTerm Incentive: STI) สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่  31 มีนาคม 2569 จากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ ค่าตอบแทนรวมรายปีของผู้บริหารระดับสูงลดลงประมาณ  25 - 30% จากระดับปกติ