
รถจีน ทุ่มตลาดออสเตรเลีย ชิงแชร์ 58% ไทยเสียลูกค้า ฉุดส่งออกร่วง
รถจีน 67 แบรนด์ ส่งออกไปยังออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดปี 2035 จะครองส่วนแบ่งตลาด 58% ด้วยยอดขายเกือบ 900,000 คันต่อปี สวนทางกับไทย ที่ส่งออกรถยนต์ไปแดนจิงโจ้ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มปิกอัพที่ร่วงไป 37%
KEY
POINTS
- รถยนต์จีน คาดว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดรถใหม่ในออสเตรเลียถึง 58% ภายในปี 2035 จากปัจจัยด้านราคาที่แข่งขันได้ ตัวเลือก EV ที่หลากหลาย และข้อตกลงการค้าเสรี
- ผลกระทบจากการที่จีน รุกตลาดออสเตรเลียทำให้ภาพรวมการส่งออกรถยนต์ของไทยลดลง
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ของไทยลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และประเทศคู่ค้าหันไปสั่งรถยนต์โดยตรงจากจีน มากขึ้น
รถยนต์สำเร็จรูปส่งออกออสเตรเลีย ลดลง 37%
โดยเดือนพฤษภาคม 2569 ตลาดหลักอย่างออสเตรเลียและโอเชียเนีย มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจากไทยลดลง 37.18% เนื่องจากต้องเผชิญกับคู่แข่งรถยนต์ไฟฟ้า EV จากจีน เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ประกอบกับการใช้กฎหมายคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นในออสเตรเลีย ทำให้รถยนต์สันดาปเผชิญความยากลำบากมากขึ้น
ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์ครึ่งปีแรกของไทย (ม.ค. - มิ.ย 69) 421,144 คัน ลดลง 8.32% ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปยังออสเตรเลียโอเชียเนีย สัดส่วน 29% หรือจำนวนกว่า 120,000 คัน
ภายใน 10 ปี รถจีนเต็มถนนออสเตรเลีย
ประเด็นนี้สอดคล้องกับสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์ออสเตรเลีย (Australian Automotive Dealer Association: AADA) ที่เปิดเผยว่า ปัจจุบันรถยนต์จากจีน มีส่วนแบ่งตลาดในออสเตรเลียประมาณ 20% และยอดขายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า
“แบรนด์รถยนต์จากจีน เข้ามามีบทบาทอย่างมากในตลาดออสเตรเลีย ภายในปี 2035 รถยนต์แบรนด์จีนจะครองส่วนแบ่งตลาดรถใหม่ 58% หรือคิดเป็นยอดขายเกือบ 900,000 คันต่อปี”
ปัจจุบันรถยนต์จีนที่ทำตลาดในออสเตรเลียมี 67 แบรนด์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 75 แบรนด์ในปี 2031 โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของรถจีนคือ ราคาขายที่แข่งขันได้ อุปกรณ์มาตรฐานที่ให้มาครบถ้วน รวมถึงการมีรถยนต์ไฟฟ้า และรถปลั๊กอินไฮบริดให้เลือกหลากหลายรุ่น
ขณะที่ผู้บริโภคชาวออสเตรเลีย เริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งาน มากกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์ อีกทั้งราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้รถหันมาสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น
สมาคมดีลเลอร์หวั่น บริการหลังการขายรถจีน
ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้า EV มีส่วนแบ่งตลาดถึง 23.4% และหากรวมรถปลั๊กอินไฮบริด สัดส่วนของรถยนต์ที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จได้จะยิ่งสูงขึ้นอีก โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 สูงกว่ายอดขายทั้งปี 2025 แล้ว
หลายแบรนด์จีน เช่น BYD Chery Geely GWM และ Jaecoo ต่างมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมบางรายกลับมียอดขายลดลง
อย่างไรก็ตาม AADA ยังกังวลเกี่ยวกับแบรนด์รถใหม่บางรายที่ยังไม่มีเครือข่ายบริการหลังการขาย และศูนย์ซ่อมที่แข็งแรงเพียงพอ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค และกำหนดมาตรฐานด้านซอฟต์แวร์ การซ่อมบำรุง และการจัดหาอะไหล่ในระยะยาว เพื่อรองรับกรณีที่บางแบรนด์อาจถอนตัวออกจากตลาดในอนาคต
ด้วยข้อตกลงทางการค้า China-Australia Free Trade Agreement (ChAFTA) ทำให้รถยนต์ที่ส่งจากจีนไป ออสเตรเลีย ไม่เสียภาษีนำเข้า
สำหรับประเทศไทย ที่ออสเตรเลีย ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของการส่งออกรถยนต์ เริ่มได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้เช่นกัน
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเข้ามาทำตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลต่อการแข่งขันกับรถยนต์จากประเทศไทยในการส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั้งอาเซียน ออสเตรเลียและโอเชเนีย รวมถึงภูมิภาค อื่นๆ
ปีนี้คาดว่าไทย จะผลิตรถยนต์ได้ 1.45 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็นการส่งออก 9 แสนคัน ลดลง 5.26% และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 5.5 แสนคัน(เท่าเดิม)







