
ยอดผลิตรถก.พ.69 โต 3.43 % จับตาสงครามตะวันออกกลางกระทบส่งออก
ส.อ.ท.เผยไทยผลิตรถยนต์เดือนก.พ.69 เพิ่มขึ้น 3.43 % จับตา ตะวันออกกลาง ตลาดหลักเผชิญวิกฤตขนส่งจากสงคราม เรือไม่สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
KEY
POINTS
- ยอดการผลิตรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้น 3.43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเป็นการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกและรถกระบะเพื่อขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
- การส่งออกรถยนต์เผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับสาม และส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือ
- สวนทางกับยอดผลิต ยอดขายรถยนต์ในประเทศกลับลดลง 2.17% โดยมีปัจจัยหลักจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และมกราคม -กุมภาพันธ์ 2569 โดยยอดผลิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามยอดขายในประเทศลดลง ส่วนยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับม.ค.69 แต่มีปัจจัยที่ต้องจับตาคือสงครามตะวันออกกลาง ที่กระทบการขนส่งรถยนต์ไปยังตลาดต่างประเทศ
ยอดผลิตรถยนต์ก.พ.69 เพิ่มขึ้น 3.43 %
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน เพิ่มขึ้น 3.43 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากการผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้น 22.83 %และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 55.98 % ขณะที่ จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 236,338 คัน เพิ่มขึ้น 6.87 %
จับตาตลาดส่งออก วิกฤตสงครามตะวันออกกลางกระทบการขนส่ง
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 39.02 % แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 0.05 % ลดลงเล็กน้อยแค่ 41 คัน ส่วนตัวเลขการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 139,600 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 2.76 %
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีการสู้รบกัน แต่รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มุซ ไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์
ทั้งนี้ตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับสามของการส่งออกรถยนต์ รถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก มากเป็นอันดับหนึ่งในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้น 0.61 %จากปี 2567 เท่ากับ21.17 % ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน รถ PPV 23,359 คัน
ยอดขายรถในประเทศร่วง หลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลง 2.17 % โดยรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 28,635 คัน ลดลง 6.84 %
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 9,330 คัน ลดลง 20.24 %
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 6,168 คัน ลดลง 18.56 %
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 352 คัน ลดลง 55.33 %
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 79 คัน เพิ่มขึ้น 100 %
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 12,706 คัน เพิ่มขึ้น 18.98 %
รถกระบะมีจำนวน 12,998 คัน 1.41 % รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 94 คัน เพิ่มขึ้น 168.57 % รถกระบะ HEV มีจำนวน 5 คัน เพิ่มขึ้น 100 % รถ PPV มีจำนวน 4,277 คัน เพิ่มขึ้น 43.76 % รถบรรทุก 5 – 10 ตัน มีจำนวน 1,282 คัน เพิ่มขึ้น 12.95 % รถบรรทุก 5 – 10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 12 คัน เพิ่มขึ้น 100 % และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 939 คัน ลดลง 24.64 %
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยอดขายรถยนต์ที่ลดลง เป็นผลมาจากรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลง 18.56 % เพราะสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 ส่วนรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลง เนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ
ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทยยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่ เหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2% ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย






