
จาก "บางเสร่-นาเกลือ" ทำบุญปล่อยปูม้า ชมสตรีทอาร์ต วิถีชุมชนชลบุรี
เช้าปล่อยแม่ปูม้าไข่ดำที่บางเสร่ ฟังลุงชาวประมงเล่าเรื่องทะเล บ่ายขับต่อไปนาเกลือ ชุมชนที่ชื่อไม่ได้มาจากนาเกลือ ชมสตรีทอาร์ตถาวรของศิลปินไอคอน
KEY
POINTS
- ร่วมกิจกรรมปล่อยแม่ปูและลูกปูม้าคืนสู่ทะเลที่ธนาคารปูม้า บางเสร่ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มชาวประมงเพื่อฟื้นฟูทรัพยากร
- เดินทางต่อไปยังชุมชนตลาดเก่านาเกลือ เมืองพัทยา เพื่อชมผลงานสตรีทอาร์ตที่สะท้อนวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชุมชน
- สัมผัสวิถีชุมชนชลบุรีผ่านเส้นทางท่องเที่ยววันเดียว ที่ผสมผสานการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ากับศิลปะร่วมสมัย
ธนาคารปูม้า บางเสร่ หรือ ศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธุ์ปูไข่นอกกระดอง ตั้งอยู่ที่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ก่อตั้งเมื่อ 4 พฤษภาคม 2562 โดยกลุ่มเกษตรกรทำประมงบางเสร่ ร่วมกับสถานีวิจัยประมงศรีราชา คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชาวประมงลงขันกันเองคนละ 500-2,000 บาท เพื่อฟื้นฟูปูม้าที่ลดลงในอ่าว
ผู้มาเยือนได้ฟังเรื่องจริงจาก "ลุงบรรเลง เร่งรีบ" ชาวประมงในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารปูม้า และร่วมปล่อยแม่ปูม้าไข่ดำกับลูกปูคืนสู่ทะเล จากนั้นขับต่อไปชมสตรีทอาร์ตที่ชุมชนตลาดเก่านาเกลือ เมืองพัทยา ชุมชนประมงเก่าแก่ที่ชื่อมีที่มาน่าสนใจ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันเดียวกัน
ออกจากกรุงเทพฯ ตอนเช้า มุ่งหน้าบางเสร่
ทริปนี้เหมาะกับคนที่อยากได้วันหยุดเต็มวันโดยไม่ต้องค้างคืน ออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้า เลือกเส้นมอเตอร์เวย์หรือสุขุมวิทลงมาทางชลบุรี ผ่านพัทยา แล้วเลยลงใต้ไปอีกหน่อยจนถึงบางเสร่ ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าออกกี่โมงและรถติดแค่ไหน ยิ่งถึงเร็ว อากาศริมทะเลยิ่งเย็นสบาย
ลุงบรรเลง เล่าว่า ต้องตื่นออกเรือตั้งแต่ตี 4 ตี 5 มาตลอดชีวิต แต่ถ้ามาสายหน่อย ลุงก็ยังใจดีพอจะหยุดพักจากงานมาเล่าเรื่องให้ฟังอยู่ดี ก่อนจะได้ปล่อยปูม้า ลุงเริ่มด้วยเรื่องที่ไม่สนุกนักว่า
ช่วงหนึ่งปูม้าในอ่าวบางเสร่ลดลงเร็วมาก เรือออกไปแต่ละวันแทบไม่คุ้มค่าน้ำมัน บางทีขาดทุนวันละ 20,000-30,000 บาท สาเหตุมีหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่ลุงพูดบ่อยคือ "แม่ปูที่อุ้มไข่เต็มกระดอง" ถูกจับไปต้มกินหรือขายกันเป็นเรื่องปกติ ปูตัวเดียวที่ขึ้นเขียง หมายถึงลูกปูอีกนับแสนที่ไม่ได้เกิด
เงินคนละห้าร้อย พันสอง จนเป็นธนาคาร
ชาวประมงในกลุ่มไม่ได้รอให้ใครมาช่วย พวกเขาลงเงินกันเอง บางคน 500 บางคน 2,000 เอาไปซื้ออุปกรณ์และตั้งศูนย์ขึ้นมา โดยมีสถานีวิจัยประมงศรีราชา คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ คอยช่วยเรื่องความรู้ทางวิชาการ
ธนาคารแห่งนี้ไม่รับฝากเงิน แต่รับฝากแม่ปูที่มีไข่ ชาวประมงคนไหนจับแม่ปูไข่แก่ได้ ก็นำมามอบให้ศูนย์แทนการเอาไปขาย แล้วศูนย์ก็จ่ายค่าตอบแทนให้ เพราะคนหาปลาก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน
ทางที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่น กลุ่มเคยสูญเสียประธานซึ่งเป็นผู้นำไป งานก็ไม่ได้เบาลง แต่ลุงบรรเลงกับเพื่อนจิตอาสายังดูแลศูนย์ต่อมาเกิน 7 ปีแล้ว
บทเรียนข้างอ่างเพาะฟัก
ลุงบรรเลง สอนเหมือนคุณครู เรื่องที่ได้ฟังไม่ค่อยมีในหนังสือ เริ่มจากสีของไข่
ปูม้าไข่เหลืองคือไข่ที่เพิ่งเริ่มปฏิสนธิ ต้องรออีกราว 3-7 วัน ถ้าเอามาไว้ในตู้ แม่ปูจะเครียดแล้วสลัดไข่ทิ้ง ลุงจึงบอกชาวประมงให้ปล่อยไว้ในทะเลก่อน ส่วนไข่สีดำคือไข่ที่แก่เต็มที่ พร้อมฟักภายใน 1 วัน เป็นกลุ่มที่ธนาคารรับมาดูแลในโหลแก้ว
แม่ปูม้าตัวหนึ่งอุ้มไข่ได้ 300,000-700,000 ฟอง แต่ในธรรมชาติลูกปูรอดเพียงราว 1% คือประมาณ 3,000-7,000 ตัวต่อแม่หนึ่งตัว ฟังตัวเลขนี้แล้วก็เข้าใจทันทีว่าทำไมการช่วยแม่ปูตัวเดียวถึงมีความหมาย
แล้วทำไมไม่เลี้ยงลูกปูให้โตในบ่อก่อนปล่อย ลุงอธิบายว่าเลี้ยงยากและต้นทุนสูง ต้องเตรียมน้ำเขียวให้กินช่วง 3 วันแรก ต้องหมักลูกไรมาเสริม ต้องติดผ้าสแลนให้ลูกปูเกาะ พอโตขึ้นกินเนื้อปลา น้ำก็เน่าง่าย ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย ลุงจึงทำตามแนวทางของศูนย์อนุรักษ์อย่างอ่าวคุ้งกระเบน คือเพาะฟักไข่ดำแล้วปล่อยลูกปูลงทะเลทันที ให้ลอยไปตามกระแสน้ำ หาที่ซ่อนเองตามธรรมชาติ ราว 4 เดือนก็โตเต็มวัย
เครื่องมือหาปลา บันทึกความเป็นมาของวิถีประมง
อีกช่วงที่น่าฟังคือเรื่องเครื่องมือประมง ลุงเล่าย้อนไปถึงสมัยจั่นตกเปอร์ จั่นตาล และยอ ก่อนมาถึงลอบพับที่ใช้ดักปูทุกวันนี้
สิ่งสำคัญคือกฎหมายกำหนดให้ลอบดักปูต้องมีขนาดตาไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว เพื่อให้ลูกปูตัวเล็กลอดออกไปโตต่อได้ ตาข่ายที่ถี่กว่านั้นเก็บหมดทุกอย่าง ไม่เหลือให้ทะเลตั้งตัวใหม่
ได้ปล่อยกับมือ
ช่วงที่หลายคนรอคือการปล่อยแม่ปูม้าไข่ดำและลูกปูนับแสนตัวลงสู่ทะเลสัตหีบ ได้จับโหลแก้วดูตัวอ่อนที่ลอยหมุนอยู่ข้างใน แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้มันไปกับน้ำ
การทำบุญแบบนี้เห็นชัดว่าเงินไปไหน เงินบริจาคและค่าสนับสนุนจะกลับไปเป็นค่าน้ำมันเรือ ค่าแรง ค่าน้ำแข็ง และอุปกรณ์ของชาวประมงที่นำแม่ปูมามอบให้ศูนย์ ชาวประมงอยู่ได้ ทะเลมีปูเพิ่ม และคนที่มาก็กลับบ้านพร้อมความอิ่มใจ
จากบางเสร่ ขึ้นเหนือไปนาเกลือ
เสร็จกิจกรรมราวช่วงสายถึงเที่ยง ก็ได้เวลาขยับต่อ ไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม แต่ให้ขับขึ้นเหนือเลียบชายฝั่งผ่านพัทยาไปยังนาเกลือ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 45-60 นาที ขึ้นอยู่กับการจราจรในเมืองพัทยา
ถ้าหิวก่อนถึง แวะกินข้าวกลางวันระหว่างทาง หรือไปหาอะไรกินที่ตลาดเก่านาเกลือเลยก็ได้ เพราะย่านนี้มีอาหารท้องถิ่นให้ลองอยู่ไม่น้อย
"นาเกลือ" ชื่อที่ไม่ได้มาจากเกลือ
ก่อนเดินเข้าไป มีเรื่องเล็ก ๆ ให้ชวนคุยระหว่างทาง หลายคนได้ยินชื่อ "นาเกลือ" แล้วนึกถึงนาเกลือที่ทำเกลือขาย แต่จริง ๆ แล้วย่านเก่าแก่แห่งนี้ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ไม่เคยเป็นแหล่งผลิตเกลือ ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นชุมชนประมงริมทะเลมาโดยตลอด
ที่มาของชื่อ สันนิษฐานกันว่าเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า "บ้านน่ากลัว" เพราะเมื่อก่อนพื้นที่แถวนี้เป็นป่ารกทึบ และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม คนจึงเรียกกันปากต่อปากว่า "น่ากลัว" พอเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน คำนี้ค่อย ๆ กร่อนและเพี้ยนเป็น "นาเกลือ" อย่างที่เรียกกันทุกวันนี้
น่าคิดว่าจากชื่อที่เคยทำให้คนไม่กล้าเข้า วันนี้กลายเป็นที่ที่คนอยากมาเดินถ่ายรูปกันเต็มซอย
นาเกลือ ที่ที่ศิลปะเดินเข้ามาอยู่ในชุมชน
ชุมชนตลาดเก่านาเกลือเพิ่งมีเรื่องราวใหม่ให้เล่า เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา และภูมิภาคภาคตะวันออก ร่วมกับเมืองพัทยา โดยมีแนวคิดของโครงการคือการนำศิลปะร่วมสมัยมาผสานกับวิถีชุมชนดั้งเดิม ให้นาเกลือเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชลบุรี พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของคนในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด "Experience Economy" หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์
ที่มองว่านักท่องเที่ยวยุคนี้ไม่ได้อยากได้แค่จุดหมายปลายทาง แต่อยากได้ความรู้สึกและคุณค่าที่ติดตัวกลับไป ททท.จึงเลือกใช้ Street Art เป็นตัวกลางเล่าอัตลักษณ์ของพื้นที่
สามอย่างที่ต้องลอง Street Food, Street Art และเดินสำรวจชุมชน
ไฮไลต์ของโครงการแบ่งเป็น 3 ส่วนที่เชื่อมกันอย่างพอดี
Street Food ลิ้มลองอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของชุมชนนาเกลือ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ทริปนี้อิ่มท้องต่อจากอิ่มใจที่บางเสร่
Street Art ชมผลงานศิลปะบนกำแพงที่สะท้อนเรื่องราวของพื้นที่ สร้างสรรค์โดยศิลปินระดับไอคอน เดินไปแต่ละมุมก็เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์ชุมชนผ่านภาพ ไม่ต้องมีป้ายอธิบายยาว ๆ
กิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ เปิดประสบการณ์เดินสำรวจชุมชนนาเกลือ ตรอกซอกซอยของตลาดเก่าที่ยังมีชีวิตชีวา เหมาะกับการเดินช้า ๆ ชิม ถ่ายรูป และแวะคุยกับคนในพื้นที่
ผลงานอยู่ถาวร ไม่ต้องรอเทศกาล
ข่าวดีสำหรับคนที่พลาดช่วงงานเปิดตัว คือผลงานสตรีทอาร์ตบนกำแพงจากฝีมือศิลปินระดับไอคอนจะยังคงอยู่ที่ชุมชนตลาดเก่านาเกลือถาวร นักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมและถ่ายภาพกับผลงานได้ตลอดไป ไม่จำเป็นต้องมาให้ตรงวันงาน
ทริปนี้จึงจัดได้ทุกสุดสัปดาห์ ขอแค่เผื่อเวลาเดินสัก 1-2 ชั่วโมง ให้ได้ค่อย ๆ ดูทีละกำแพง หยุดจิบกาแฟ และซื้อของอร่อยติดมือก่อนกลับ
การมาเดินชมศิลปะที่นี่ยังมีความหมายกว่าการถ่ายรูปสวย ๆ เพราะทุกมื้ออาหาร ทุกแก้วกาแฟ และของฝากที่ซื้อ ล้วนเป็นรายได้ของชุมชนที่ช่วยกันดูแลบ้านตัวเอง เหมือนกับชาวประมงบางเสร่ที่ช่วยกันดูแลทะเลของพวกเขา







