
สุขสยาม ผนึกไต้หวัน โชว์ Soft Power อาหารเอเชีย เปิดศึกประลองเครื่องเทศ
เมืองสุขสยามม ณ ไอคอนสยาม จับมือพันธมิตรไต้หวันจัดงาน "ศึกประลองเครื่องเทศ" (The Spice Battle) แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านรสชาติและวัตถุดิบชั้นเลิศ พบไฮไลต์เมนู "ทองคำดำแห่งท้องทะเล" จากไต้หวัน ปะทะ "น้ำชุบหยำ" รสจัดจ้านของไทย พร้อมโชว์เทคนิคจากเชฟระดับโลกเพื่อยกระดับ Soft Power สู่สากล
สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (Taipei Economic and Cultural Office in Thailand) ผนึกกำลัง สมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีน (Chinese Gourmet Association) และเมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม สร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทย-ไต้หวัน ผ่านกิจกรรมพิเศษ “ศึกประลองเครื่องเทศ” (The Spice Battle) เวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของอาหารเอเชีย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัตถุดิบและเครื่องเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรังสรรค์รสชาติอาหาร พร้อมเปิดมิติของรสชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง
คุณวรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย รองกรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม กล่าวว่า เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์วิถีไทย 4 ภาคผ่านวัฒนธรรมอาหารและศิลปะการแสดง เพื่อมอบประสบการณ์ไทยที่ครบทุกมิติแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก การจัดงาน “ศึกประลองเครื่องเทศ (The Spice Battle)” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารไทย–ไต้หวัน โดยใช้ “เครื่องเทศ” เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ สะท้อนอัตลักษณ์ รสชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากลและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก
พร้อมกันนี้ ภายในพิธีเปิดงานสมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีนได้มอบธงมิตรภาพให้แก่ นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และดร.ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการเมืองสุขสยาม เพื่อสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพอันดีระหว่างกัน
อีกทั้ง ผู้แทนรัฐบาลฯ ยังได้มอบโล่เกียรติคุณด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน ให้แก่คุณเฉินสูชิว นายกสมาคมผู้ประกอบการซงหลิงด้วย
นอกจากนี้ ภายในงานมีการสาธิตการปรุงอาหาร โดยเชฟชาวไต้หวันและเชฟชาวไทย ที่ร่วมถ่ายทอดเทคนิคและรังสรรค์เมนูพิเศษให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มรสอย่างใกล้ชิด
โดยเชฟชาวไต้หวัน นำโดย นายจาง ซุ่นเหยา ซีอีโอ บริษัท ซุ่นต้าฟิชเชอรี่ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร้านอาหารซุ่นต้าซินก่าง และ นายจวง ยวี่เสียน จาก Taiwan Chefs Association (TCAC) ร่วมสร้างสรรค์เมนูเด่น ได้แก่ ไก่สามถ้วยสูตรโบราณ, ปูไข่นึ่งซอสหอมหมื่นลี้, บะหมี่เนื้อตุ๋นไต้หวัน, ไก่ตุ๋นเหล้าสมุนไพร, แซนด์วิชกุ้งไทย พร้อมสาธิต 2 เมนูพิเศษ ได้แก่ สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง และขนมปังหน้ากุ้ง (Shrimp Toast)
สำหรับ “สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง” ส่วนผสมหลักคือ “ไข่ปลา” ที่ผ่านการดองเกลือและตากแห้งในไต้หวัน มีสีส้มทองและรสชาติเข้มข้น จึงได้รับฉายาว่า “ทองคำดำแห่งท้องทะเล” เป็นอาหารสร้างสรรค์ที่ผสมผสานส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวันเข้ากับสไตล์การทำอาหารสมัยใหม่ อาหารจานนี้มักถูกมองว่าเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยแบบ "ฟิวชั่น" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสลัดสไตล์ตะวันตกกับส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวัน ไม่เพียงแต่ให้ความสมดุลระหว่างสุขภาพและความอร่อยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของอาหารไต้หวันอย่างเต็มที่อีกด้วย
ส่วน “ขนมปังหน้ากุ้ง” นั้น นำกุ้งมาหมักด้วยน้ำตาลและพริกไทยก่อน จากนั้นชุบด้วยไข่ขาวตีฟู แป้ง น้ำมันพืช และผงฟู แล้วนำไปทอดในกระทะจนเหลืองกรอบและราดด้วยน้ำสลัด เป็นอาหารที่ผสมผสานระหว่างกุ้งและไข่ เป็นการผสมผสานรสชาติแบบไต้หวันดั้งเดิมกับสไตล์ตะวันตก
สำหรับเครื่องเทศสำคัญในอาหารไต้หวัน ได้แก่ “สามเครื่องหอมหลัก” อย่างต้นหอม ขิง และกระเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานของเมนูผัดและตุ๋น รวมถึงวัตถุดิบเอกลักษณ์อย่างหอมเจียวและโหระพาไต้หวัน ที่ช่วยเสริมกลิ่นหอมเฉพาะตัว ตลอดจนสมุนไพรจีนอย่างตังกุย สำหรับเครื่องปรุงเสริมรสตามธรรมชาติ เช่น กุ้งแห้งและเห็ดหอมแห้ง ที่ช่วยยกระดับรสชาติให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น และยังเป็นการ “เสริมรสดั้งเดิมให้ชัดเจนขึ้น” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารไต้หวัน โดยมีปรัชญาการปรุงที่มุ่ง “ขับเน้นรสหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบ” ควบคู่กับการ “ลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์” ผ่านการใช้สมุนไพร เครื่องเทศ และซอสหมักอย่างสมดุล อาทิ ซีอิ๊ว น้ำมันงา และเหล้าข้าว เพื่อสร้างรสชาติที่ละมุน กลมกล่อม และมีมิติ
ขณะที่เชฟไทย นำโดย เชฟบุ๊ค-ชาณุวัฒณ์ ฉันทดิลก เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและนานาชาติจากออสเตรเลีย และเชฟภัฏ จารึกฐิติ เชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย จากมหาวิทยาลัยการจัดการโรงแรม ดุสิตธานี ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์อาหารไทยผ่านเมนูที่ใช้เครื่องเทศเป็นหัวใจ อาทิ ฮังเลเครื่องเทศ 12 อย่าง แกงเขียวหวานไก่ แกงเหลืองยอดมะพร้าวปลากะพง ข้าวซอยไก่ และน้ำพริกปูไข่ปู พร้อมเมนูสาธิตบนเวที ได้แก่ แกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ และน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากอาหารพื้นถิ่นและอาหารไทยที่ชาวต่างชาติรู้จัก รวมถึงการมีส่วนผสมของเครื่องเทศไทยเป็นหลัก
โดยความพิเศษของเมนูอาหารไทยอยู่ที่การผสานรสชาติอย่างลงตัว เพื่อให้มีรสชาติที่มีหลายหลายมิติ เมนูน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ เป็นน้ำพริกพื้นบ้านภาคใต้ที่โดดเด่นด้วยการใช้วิธี "ขยำ" วัตถุดิบสด เช่น กะปิ กุ้งสด กุ้งแห้ง พริก และมะนาวเข้าด้วยกัน แทนการโขลก ทำให้ได้น้ำพริกเนื้อหยาบ มีน้ำขลุกขลิก รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม หอมกะปิย่าง/กะปิอย่างดี และหอมสมุนไพรสด กินคู่กับผักสด ส่วนเมนูเมนูแกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ ใช้น้ำมะพร้าวเพื่อให้ได้น้ำซุปหอมจากน้ำมะพร้าว รสชาติเบาๆ หวานหอม กลมกล่อม ใส่หมูบะช่อที่หมักด้วยสมุนไพรสามเกลอ เมนูนี้เป็นเมนูอาหารพื้นบ้าน โดดเด่นเรื่องรสชาติและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำ เหมาะสำหรับซดร้อนๆ ดับความเผ็ดร้อนจากเมนูแรก
สำหรับสมุนไพรและเครื่องเทศหลักของไทยนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและใยอาหาร ขณะเดียวกันอาหารไทยยังคงสะท้อนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น ทั้งความหลากหลาย สีสันที่สดใส การจัดวางอย่างประณีต ตลอดจนวิถีการรับประทานร่วมกัน อันเป็นภาพสะท้อนของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่งดงาม และทำให้อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลก
ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มรสเมนูเด่นจากสองประเทศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงรส ไปจนถึงการจัดจานอย่างมีศิลปะ สร้างประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านอาหาร พร้อม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ “อาหาร” ในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยนายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยได้กล่าวทิ้งท้ายภายหลังการลิ้มรสอาหาร พร้อมกล่าวชื่นชมว่า “รสชาติอาหารไทยมีความละเมียดละไม กลมกล่อมอย่างมีมิติ และสำหรับผมแล้ว คุณค่าของอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหรือการตกแต่ง แต่อยู่ที่รสชาติที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ได้อย่างแท้จริง”






