
พาไปกราบ "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์" อนุสรณ์ "หลวงตามหาบัว" จังหวัดอุดรธานี
เปิดประตูสู่ "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์" พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโน ณ จ.อุดรธานี ชมเจดีย์ทองคำแท้สูง 33 เมตร พระวิหารงดงาม และเรื่องราวธรรมะที่สัมผัสได้ถึงใจ
KEY
POINTS
- พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์สร้างขึ้น ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงคุณูปการของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโน
- ภายในประกอบด้วย 3 อาคารหลัก คือ พระธาตุเจดีย์ยอดทองคำที่บรรจุอัฐิธาตุ, พระวิหารประดิษฐานรูปเหมือนครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน และอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติของหลวงตา
- โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไทย-ล้านช้าง ใช้วัสดุชั้นเลิศ เช่น หินอ่อนไวท์คาราร่าจากอิตาลี และหลังคาแผ่นทองแดงแท้ที่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตตามกาลเวลา
- ผู้เข้าชมต้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่น ถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคารและถ่ายภาพด้วยความสำรวม เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว
อุดรธานีได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่ง "3 ธรรม" คือ ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม และในมิติของธรรมะนั้น จังหวัดแห่งนี้คือบ้านเกิดทางธรรมของพระอริยสงฆ์หลายรูปที่เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาไทย
หนึ่งในนั้นคือ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศเรียกขานด้วยความเคารพว่า "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโน" อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ผู้เป็นที่เคารพนับถือของพุทธบริษัททั้งสี่
หลายคนอาจจดจำท่านได้จากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อองค์หลวงตาได้นำคณะศิษยานุศิษย์ทำโครงการ "ผ้าป่าช่วยชาติ" ระดมทองคำและเงินตราช่วยประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนั้นมาได้
ด้วยแรงศรัทธาที่หยั่งรากลึกนี้เอง เมื่อองค์หลวงตาได้ละสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คณะศิษย์จึงร่วมใจกันสร้าง "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์" ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณงามความดีของท่านให้คงอยู่สืบไป
ก่อร่างสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์
เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ บรรยายให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่บ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เดิมมีพื้นที่ 181 ไร่ โครงการนี้ได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นองค์ประธานโครงการ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายออกแบบก่อสร้าง โดยมีพระราชภาวนาวชิรากร (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
คณะกรรมการและลูกศิษย์ได้ทยอยจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมโดยรอบ เพื่อทำถนนและสร้างสะพานอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาสักการะ ทำให้ปัจจุบันพื้นที่รวมขยายขึ้นเป็นประมาณ 251 ไร่ โดยเฉพาะส่วนที่ใช้ก่อสร้างอาคารหลักทั้งสามหลังอยู่บนพื้นที่ราว 9 ไร่เท่านั้น ส่วนที่เหลือจัดเป็นภูมิทัศน์และพื้นที่รองรับผู้มาเยือน
สิ่งที่น่าทึ่งคือการออกแบบให้อาคารทั้งสามหลังเรียงตัวในแนวเดียวกับ "จิตกาธาน" สถานที่ถวายพระเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงตา และในแนวเดียวกันนี้ยังลากยาวไปถึง "พุทธคยา" ดินแดนตรัสรู้ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าในประเทศอินเดียอีกด้วย นับเป็นการออกแบบที่แฝงความหมายทางธรรมไว้อย่างลึกซึ้ง
ก่อนก้าวเข้าเขตศักดิ์สิทธิ์
เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์ ให้คำแนะนำก่อนขึ้นไปกราบสักการะว่า ผู้มาเยือนทุกคนจะได้รับการต้อนรับและชี้แจงกฎระเบียบอย่างละเอียด เริ่มจากห้องน้ำซึ่งออกแบบเป็นระบบ "แห้ง" สะอาด ไม่ต้องฉีดน้ำล้างพื้นหรือราดน้ำใด ๆ ก๊อกน้ำใช้ระบบเซนเซอร์อัตโนมัติ เพียงยื่นมือสัมผัส น้ำจะไหลออกมาเอง และเมื่อใช้เสร็จ เจ้าหน้าที่ได้เตรียมผ้าเปียกไว้ให้เช็ดทำความสะอาดบริเวณโดยรอบ เพื่อรักษาความสะอาดของสถานที่ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ
ก่อนเดินขึ้นสู่ตัวเจดีย์ ทุกคนต้องถอดรองเท้า(หรือถอดถุงเท้าด้วยเพื่อป้องกันการลื่น) และเดินบนพื้นหินอ่อนสีขาวที่นำเข้าจากประเทศอิตาลีด้วยความสำรวมและเป็นระเบียบ เพราะที่นี่ "ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นอนุสรณ์สถานที่ควรเคารพบูชา" ตามคำย้ำเตือนของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือเรื่องการถ่ายภาพให้เหมาะสมกับสถานที่ เช่น งดท่าทางที่ไม่สุภาพ อย่างเช่นการชูสองนิ้ว และแนะนำให้ยกมือไหว้หรือพนมมือแทน เพื่อความสง่างามสมกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
หนึ่ง — พระธาตุเจดีย์ ยอดทองคำแท้กลางฟ้าอุดรฯ
อาคารแรกที่โดดเด่นเป็นสง่าคือ "พระธาตุเจดีย์" งานสถาปัตยกรรมไทยผสานศิลปะล้านช้าง ทรงระฆังแปดเหลี่ยม ปลียอดหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์ถึง 96.70 เปอร์เซ็นต์ สูงจากพื้นถึงยอด 33 เมตร ภายในระดับบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และอัฐิธาตุขององค์หลวงตามหาบัว
โดยรอบมีซุ้มทิศทั้งสี่ ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน พระพุทธรูปพิงค์โกลด์ และพระพุทธรูปแก้วสารพัดนึก ประจำแต่ละทิศ
เจ้าหน้าที่เล่าเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการสร้างว่า ช่างได้ใช้วิธีหลอมทองคำแท้ให้ละเอียดเป็นผงก่อนนำมาประดับตกแต่งองค์เจดีย์ ทำให้เมื่อแห้งสนิทแล้วจะเห็นผิวเป็นสีทองคำแท้เปล่งประกาย โดยเฉพาะส่วนบุษบกทองคำตรงกลางเจดีย์ ใช้ทองคำในการตกแต่งรวมประมาณ 11 กิโลกรัม ส่วนงานเงินที่ประดับโดยรอบก็ใช้เงินแท้อีกราว 7 กิโลกรัม
นอกจากนี้ยังมีการนำทองคำที่พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ่านโครงการต่าง ๆ มาเก็บรักษาไว้ที่วัดพระราม 9 ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในเวลาต่อมา
อีกจุดหนึ่งที่เจ้าหน้าที่แนะนำไม่ให้พลาดคือ ชั้นสังเกตการณ์ที่ระดับความสูงประมาณ 22 เมตร ซึ่งอยู่ใต้ระดับหลังคาสีส้ม เป็นชั้นที่มีหน้าต่างบานใหญ่ที่สุดของอาคาร สามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบพิพิธภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน
สอง — พระวิหาร ที่ประทับแห่งครูบาอาจารย์
ถัดจากองค์เจดีย์คืออาคาร "พระวิหาร" สถาปัตยกรรมไทยผสานศิลปะล้านช้างเช่นเดียวกัน ภายในประดิษฐานพระประธานนามว่า "พระพุทธวิสุทธิมงคลศาสดา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์นฤมิตร" และถัดลงมาเป็นรูปเหมือนของครูบาอาจารย์สายกรรมฐานที่ชาวพุทธเคารพศรัทธา ได้แก่ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโน ให้ผู้มาเยือนได้กราบสักการะพร้อมกันในที่เดียว
เจ้าหน้าที่ยังเล่าถึงรายละเอียดของรูปเหมือนองค์หลวงตาว่า บริเวณเท้าซ้ายของรูปเหมือนนั้นถูกสร้างขึ้นให้สอดคล้องกับประวัติจริงของท่าน เนื่องจากในปี พ.ศ. 2553 องค์หลวงตาเคยเกิดแผลติดเชื้อที่เท้าซ้ายจนต้องรับการรักษาเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิปทาที่ถูกถ่ายทอดไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของท่านอย่างครบถ้วน
สาม — พิพิธภัณฑ์ เรื่องราวชีวิตและคำสอนของหลวงตา
อาคารสุดท้ายคือส่วน "พิพิธภัณฑ์" งานสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย หลังคาสีเขียวคลุมพื้นที่ทั้งสองปีกซ้ายขวา เป็นพื้นที่บอกเล่าประวัติ ปฏิปทา และธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงบั้นปลายชีวิต จุดเด่นอยู่ที่ห้องโถงกลาง ซึ่งประดิษฐานรูปเหมือนของท่านที่แกะสลักจากหินอ่อนไวท์คาราร่า นำเข้าจากอิตาลี ขนาดใหญ่กว่าตัวจริงถึง 1.5 เท่า ตั้งบนฐานหิน Ram Stone ที่จารึกคำสอนไว้ถึงสามภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน
ภายในแบ่งเป็น 6 ห้องจัดแสดง ได้แก่ ธรรมะของพระพุทธเจ้า, จากความกตัญญูและสัจจะสู่ร่มกาสาวพัสตร์, จากการศึกษาพระธรรมสู่การปฏิบัติ, เมตตาธรรมที่ท่านอบรมสั่งสอนศิษย์, บารมีที่หลวงตาช่วยชาติในยามวิกฤต และบทสุดท้ายว่าด้วยการละสังขาร ที่พุทธบริษัทสี่ร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อบูชาคุณท่าน
เจ้าหน้าที่ยังชี้ให้ชมประติมากรรมใบโพธิ์ที่ประดับอยู่บริเวณด้านหน้าอาคาร ซึ่งแกะสลักจากหินอ่อนไวท์คาราร่านำเข้าจากอิตาลีเช่นกัน ฝีมือการแกะสลักของช่างประติมากรรมไทยชื่อคุณนที
โดยนำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่แห่งนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566 นับเป็นจุดถ่ายภาพที่ผู้มาเยือนนิยมแวะชมก่อนเข้าสู่กิจกรรมสวดมนต์คารวะรูปเหมือนหลวงตาที่จัดขึ้นบริเวณด้านหน้า
วัสดุก่อสร้างที่ซ่อนเรื่องราว
อีกหนึ่งรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่ภาคภูมิใจนำเสนอคือเรื่องวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะ "หินอ่อนไวท์คาราร่า" จากอิตาลีที่ใช้ปูพื้นทั้งบริเวณพระธาตุเจดีย์และพระวิหาร ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือให้ความเย็นกว่าอุณหภูมิปกติ และระบายความร้อนได้ดีแม้อยู่กลางแจ้ง ทำให้ผู้มาเยือนเดินเท้าเปล่าได้อย่างสบาย
ส่วนหน้าบันของพระวิหารและพระธาตุเจดีย์ รวมถึงลวดลายพญานาคที่ประดับตามช่องลมนั้น ทำจากไม้และโลหะทองแดงผสมผสานกัน ขณะที่หลังคาของพระวิหารและพระธาตุเจดีย์ที่เห็นเป็นสีส้มในปัจจุบันนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่กระเบื้อง แต่เป็นแผ่นทองแดงแท้ทั้งหมด
ซึ่งเจ้าหน้าที่อธิบายว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปราว 15-20 ปี ทองแดงจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกับอากาศตามธรรมชาติ ทำให้สีค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีส้มไปเป็นสีเขียวมรกตอย่างสวยงาม จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชวนให้ผู้ศรัทธากลับมาเยี่ยมชมซ้ำในทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของสีหลังคาที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ
ข้อควรรู้ก่อนไปกราบสักการะ
เพราะที่นี่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นเขตอนุสรณ์ที่ควรค่าแก่การเคารพ ผู้มาเยือนจึงควรเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สำรวม และปฏิบัติตามระเบียบของสถานที่อย่างเคร่งครัด ได้แก่
- ถอดรองเท้า/ถุงเท้าก่อนเดินขึ้นบนพื้นหินอ่อนสีขาว
- เดินเป็นระเบียบ ไม่รีบเร่งหรือแซงคิว และระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะโดยรอบพิพิธภัณฑ์มีรถสัญจรอยู่ตลอดเวลา
- ใช้ห้องน้ำระบบแห้งตามที่จัดเตรียมไว้ ไม่ฉีดน้ำลงพื้นหรือราดน้ำล้างเท้า
- ถ่ายภาพด้วยท่าทางสุภาพเหมาะสมกับสถานที่ เช่น การพนมมือ แทนท่าทางที่ไม่เหมาะสม
- พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น.
ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นหลัง
พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงาม แต่คือเครื่องเตือนใจให้อนุชนรุ่นหลัง ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส ได้รำลึกถึงคุณูปการขององค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโน ทั้งทางโลกและทางธรรม สมกับปณิธานที่ว่า "วัดไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม" หากมีโอกาสผ่านไปอุดรธานี ลองแวะไปกราบสักการะ สัมผัสความสงบและแรงศรัทธาที่ถ่ายทอดผ่านทุกอณูของสถานที่แห่งนี้สักครั้งหนึ่งในชีวิต







