
"เรือหลวงจักรีนฤเบศร" ประจำการ 29 ปี ภารกิจมากกว่าเรือรบ
พาชมและเจาะลึก "เรือหลวงจักรีนฤเบศร" ประจำการมาแล้ว 29 ปี อยู่ตรงระหว่างทะเลวัยมัธยม ทำหน้าที่ทั้งเรือรบหลวง เป็นทั้งแพทย์ทั้งทหาร ทั้งสนามบินลอยน้ำ และช่วยเหลือประชาชน
KEY
POINTS
- เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีจุดกำเนิดจากบทเรียนพายุเกย์ในปี 2532 เพื่อใช้เป็นเรือขนาดใหญ่สำหรับภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสภาพอากาศเลวร้าย
- ภารกิจหลักเน้นด้านมนุษยธรรม โดยทำหน้าที่เป็นทั้งโรงพยาบาลและโรงครัวเคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เช่น อุทกภัยและพายุต่างๆ
- แม้ประจำการมา 29 ปี แต่เรือได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทั้งในภารกิจป้องกันประเทศและช่วยเหลือประชาชน
ตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ "เรือหลวงจักรีนฤเบศร" ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สัญลักษณ์ของกองทัพเรือเท่านั้น แต่คืออาวุธทางยุทธศาสตร์ที่เกิดจากบทเรียนความสูญเสียในอดีต จากเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกของอาเซียน สู่การเป็น "เรือธง" ที่ปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
เพื่อยืนยันว่าอายุ 29 ปีของราชินีลำนี้ คือความเก๋าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งกว่าวันแรกที่ขึ้นระวางประจำการ
จุดกำเนิด "พายุเกย์" ถล่มอ่าวไทย
น.ท.จักรพงศ์ สิทธิไชย นายทหารยุทธการเรือหลวงจักรีนฤเบศร เล่าให้นักศึกษาโครงการอบรม "กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 (ลกส.3)" จัดโดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับ สกสว. ถึงจุดเริ่มต้น ต้องย้อนไปในปี 2532 เมื่อ "พายุเกย์" พัดถล่มอ่าวไทย กองทัพเรือเผชิญกับข้อจำกัดครั้งใหญ่คือไม่มีเรือที่มีขนาดใหญ่พอจะฝ่าคลื่นลมรุนแรงออกไปช่วยประชาชนได้
บทเรียนนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการจัดหาเรือขนาดใหญ่ที่ทนทานต่อสภาพอากาศระดับเลวร้าย จนนำไปสู่การต่อเรือจากสเปนที่มีระวางขับน้ำกว่า 11,000 ตัน และความยาว 182.6 เมตร
ความพิเศษของ "ราชินีท้องทะเล" ลำนี้คือความสามารถในการทนคลื่นลมได้ถึงระดับ 9 หรือคลื่นที่มีความสูงถึง 13-18 เมตร ซึ่งถือเป็นขีดความสามารถที่ทำให้ทหารเรือมั่นใจว่า ในยามที่เรือทุกลำต้องหันหัวกลับเข้าฝั่ง เรือหลวงจักรีนฤเบศรจะยังคงยืนหยัดอยู่กลางทะเลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้เสมอ
"ที่พึ่งสุดท้าย" ยามวิกฤต โรงพยาบาลและโรงครัวเคลื่อนที่
หลายคนอาจจำภาพเรือลำนี้ได้เฉพาะตอนโชว์วันเด็ก แต่ในความเป็นจริง ภารกิจด้านมนุษยธรรมคือหัวใจหลัก
เพราะเพียง 2 สัปดาห์หลังมาถึงไทยในปี 2540 เรือลำนี้ก็ได้ประเดิมภารกิจช่วยผู้ประสบภัยพายุซีต้าที่ชุมพร และตามมาด้วยพายุลินดา รวมถึงเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 และน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ภายในท้องเรือบรรจุ โรงพยาบาลขนาด 15 เตียง ที่มีห้องผ่าตัด ห้องทันตกรรม และห้องเอ็กซเรย์ที่ทันสมัย พร้อมคณะแพทย์ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมี โรงครัวขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่เป็น "โรงครัวพระราชทาน" เลี้ยงคนนับพันในคราววิกฤต ความล้ำคือความคล่องตัว ที่สามารถระดมกำลังพลและเสบียงบริจาคจำนวนมหาศาลออกเดินทางได้ภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังรับคำสั่ง
"เรือเรายังคงปฏิบัติภารกิจเสมือนวันแรกที่เรือมาถึง วันแรกทำยังไงวันนี้ก็ยังทำได้อย่างนั้นอยู่ และได้ด้วยขีดความสามารถที่มากขึ้นด้วย" น.ท.จักรพงศ์ กล่าว
ก้าวต่อไปสู่ อนาคตภัยคุกคามใหม่
กองทัพเรือไทยไม่หยุดเพียงเท่านี้ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า เรือหลวงจักรีนฤเบศรกำลังเปลี่ยนผ่านเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันพื้นที่ห้ามบินรอบฐานทัพ
แม้โดยอายุอานาม 29 ปีจะเข้าสู่ช่วงกลางของอายุการใช้งานเรือรบ เฉลี่ย 40 ปี แต่การบำรุงรักษาและปรับปรุงระบบภายในอยู่ตลอดเวลา ทำให้เรือลำนี้มีสมรรถนะสูงกว่าวันแรกที่เดินทางมาถึงสัตหีบ
เรือหลวงจักรีนฤเบศรในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงอดีตที่น่าจดจำ แต่คืออนาคตของกองทัพเรือไทยที่เป็นทั้ง "รั้ว" ที่ปกป้องอธิปไตย และ "มือ" ที่ยื่นออกไปช่วยประชาชนในวันที่ธรรมชาติโหดร้ายที่สุด







