
เช็คให้ชัวร์ ! ยาชนิดใดบ้างที่ต้องงดก่อนบริจาคโลหิต
การบริจาคโลหิต มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย ข้อควรรู้ ยาชนิดใดบ้างที่ต้องงด และต้องงดเป็นระยะเวลาเท่าไร ก่อนมาบริจาคโลหิต
การบริจาคโลหิต ไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค โดย 1 คนจะบริจาคโลหิต ครั้งละ 350 - 450 ซีซี หรือคิดเป็นร้อยละ 10 - 12 ของปริมาณโลหิตทั้งหมดในร่างกาย หลังจากการบริจาคแล้ว ไขกระดูกในร่างกาย จะทำการสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นใหม่นั้น จะไหลเวียนในร่างกายยาวนานประมาณ 120 วัน
ประโยชน์ของการบริจาคเลือด
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง
- ช่วยให้ทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ Rh
- ช่วยให้มีระบบไหลเวียนโลหิตที่ดี
- ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมีความสุขในการเป็นผู้ให้
ยาที่จำเป็นต้องงดรับประทานก่อนมาบริจาคโลหิต
อย่างไรก็ดีการบริจาคโลหิต มียาบางชนิดส่งผลต่อคุณลักษณะของเลือด ดังนั้นในการบริจาคโลหิตจึงมียาบางชนิดที่ควรงดก่อนมาบริจาคโลหิต โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
- ยาแก้ปวดข้อ ยาแอสไพริน และต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSIAD ควรหยุดรับประทานยา แล้ว 2 วัน จึงมาบริจาคโลหิต
- ยาปลูกผม Finasteride ควรหยุดรับประทานยาแล้ว 1 เดือน จึงมาบริจาคโลหิต
- ยาปฏิชีวนะ ควรหยุดรับประทานยามาแล้ว 7 วัน หรือหายขาดจากการติดเชื้อนั้น ๆ แล้ว
- ยารักษาสิว ที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอเช่น isotretinoin (Roaccutane) ควรหยุดรับประทานยาอย่างน้อย 1 เดือน
ยาที่สามารถบริจาคโลหิตได้
- ยาเบาหวานที่ไม่ใช่อินซูลิน
- ยาลดกรด
- ยาแก้แพ้ ยาลดกรคยูริก
- ยาลดไขมันในเลือด ยาคุมกำเนิด
*หมายเหตุ* สำหรับยาชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ สามารถปรึกษาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ รับบริจาคโลหิตที่ศูนย์รับบริจาคโลหิตนั้น ๆ
ที่มา : อ. พญ.รัตตพร วิชิตรัชนีกร ฝ่ายธนาคารเลือด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย









