
มรดกทางวัฒนธรรม การเชิดมังกรและสิงโต
แม้ดินแดนและอาณาเขตจะไม่ได้เชื่อมติดกันโดยตรงแต่ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนกลับมีความผูกพันและเชื่อมโยงกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่โบราณกาล ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้) ร่ายเรียงลงมาอาณาจักรสุโขทัย ไทยและจีนมีความผูกพันทางการค้า รวมทั้งการ นำเอาศิลปวิทยากรเครื่องปั้นดินเผามาสร้างภาชนะอันลํ้าค่าในยุคดังกล่าว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการคาดการณ์ว่าในยุคสมัยนั้นเริ่มเกิดลักษณะความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างไทยกับจีน จนกระทั่งเริ่มมีการลงหลักปักฐานในดินแดนสุวรรณภูมิขึ้นเมื่อคราวจีนเกิดสงครามกลางเมืองราวปี 1930-1950 จึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีมาอย่างยาวนาน สมดังคำกล่าวที่ว่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
[caption id="attachment_259915" align="aligncenter" width="503"]
การไหลเททางวัฒนธรรมของสองประเทศนำมาซึ่งการเรียนรู้ภาษาจีนหรือการเขียนแบบพู่กัน รวมทั้งการวาดภาพ ศิลปะอาหาร การต่อสู้อย่างมวยไท้เก๊ก และดนตรี การขับร้อง ตลอดจนการแสดงที่เป็นอัตลักษณ์อย่าง การเชิดมังกรและสิงโต ซึ่งการแสดงดังกล่าวนั้นถือเป็นการเต้นรำในวัฒนธรรมจีน นอกจากความสวยงาม สนุกสนานและสร้างสรรค์ยังแสดงออกถึงความเป็นมงคล เพราะชาวจีนเชื่อว่า พญามังกรทองเป็นสัตว์คู่บารมีของพระโพธิสัตว์กวนอิม ส่วนพญาสิงโตเป็นองครักษ์ขององค์ฮ่องเต้ สัตว์ 2 ชนิดนี้จึงถือเป็นสัตว์มหามงคลที่มาจากฟากฟ้าและถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การแสดงในงานมงคล อาทิ วันตรุษจีน เพื่อประทานพร มอบความเป็นสิริมงคล ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายสิ่งไม่ดีให้หมดไป ที่สำคัญยังเป็นส่วนสนับสนุนที่ดีในเรื่องการค้าขายให้ก้าวหน้ารุ่งเรือง มีเงินทองไหลมาเทมา
ความผูกพันที่เชื่อมโยงมากกว่าการเป็นบ้านพี่เมืองน้อง แต่ซึมลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรม ทำให้ความเชื่อของคนจีนเข้าถึงคนไทยในทุกหย่อมหญ้า ส่งต่อความสนุกและความรื่นเริงภายใต้การเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ ต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ปฏิทินจีน






