
“ไฟป่า” ถึง ฝุ่น PM 2.5 เปิดสถิติ 10 ปี ไฟไหม้ป่าในประเทศไทย
จาก “ไฟป่า” ลามถึง ฝุ่น PM 2.5 มลพิษอากาศ ชวนเปิดสถิติ 10 ปี ไฟไหม้ป่าในประเทศไทย เป็นอย่างไร หลังเกิดเหตุไฟไหม้ป่านครนายก พบ "ภาคเหนือ" เป็นพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ป่ามากที่สุดของประเทศไทย
“ไฟป่านครนายก” ภาพทะเลเพลิงจากเหตุ ไฟไหม้ป่าเขาแหลม จ.นครนายก สร้างความกังวลใจให้สังคมไม่น้อย เมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดมกำลังทำแนวกันไฟตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา แต่กระแสลมที่พัดแรงตลอดเวลา ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว สร้างความวิตกกังวลให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเผชิญฝุ่น PM 2.5 ข้อมูลระบุว่า เหตุไฟป่าครั้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ (28 มี.ค.66) โดยพบแสงไฟจำนวน 5 จุด กระจายในระแวกเดียวกัน
เมื่อพูดถึงไฟป่า ทุกคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ได้รับผลกระทบ ก็คือเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทั้งหลาย พื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ด้วย รวมทั้งควันและฝุ่น ในแบบที่เรารู้จักกันดีอย่าง ฝุ่น PM 2.5
ไฟป่า คืออะไร
ข้อมูลจาก National Geographic ฉบับภาษาไทย ให้ความหมาย ไฟป่าว่า เป็นไฟที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น เศษดิน เศษหญ้า กิ่งไม้ และใบไม้แห้ง รวมถึงต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ภายในป่าหรือสวนป่าจนเกิดไฟลุกไหม้ที่ปราศจากการควบคุม สามารถลุกลามต่อเนื่อง โดยไม่มีขอบเขต
เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ในสภาพอากาศแห้งแล้ง ประกายไฟจากฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกัน ภูเขาไฟระเบิด แสงแดดเกิดตกกระทบผลึกหินหรือส่องผ่านหยดน้ำ เป็นชนวนของการเผาไหม้และก่อให้เกิด “ไฟป่า” ขึ้นเองได้ในธรรมชาติ
สถิติ 10 ปี ไฟไหม้ป่าในประเทศไทย
นี่คือข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าเเละพันธุ์พืช
ทั่วประเทศ ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2556 – 2565 เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 51,265 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 892,309 ไร่ ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ป่ามากที่สุดของประเทศ
- ภาคเหนือ พื้นที่ 16 จังหวัด ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2556 – 2565 เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 36,030 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 612,435 ไร่
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2556 – 2565 เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 10,432 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 157,311 ไร่
- ภาคกลาง 15 จังหวัด ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2556 – 2565 เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 4,055 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 69,067 ไร่
- ภาคใต้ 14 จังหวัด ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2556 – 2565 เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 748 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 53,229 ไร่
พื้นที่ไฟไหม้ป่าในแต่ละจังหวัด ปี 2566
นี่คือข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 - 16 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2566
- ภาคเหนือ เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 1,570 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 37,875.53 ไร่
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 624 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 10,299.36 ไร่
- ภาคกลางและภาคตะวันออก เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 454 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 7,556.75 ไร่
- ภาคใต้ ไม่มี
โดยหากเปรียบเทียบการเกิดไฟไหม้ป่าในช่วงเวลาเดียวกัน ระหว่างปี 2565 - 2566 จะพบว่า เกิดไฟไหม้ป่า เพิ่มขึ้น 1,966 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ เพิ่มขึ้น 43,339.13 ไร่
จากข้อมูลข้างต้น ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ป่ามากที่สุดของประเทศ ในรายงานข้อเสนอเพื่อยกระดับการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันภาคเหนือ โดย เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ ระบุเอาไว้อย่างน่าสนใจ
มาตรการหลักของรัฐคือป้องกันและดับไฟ/จุดความร้อนแบบเหมาคลุมทุกชนิดไฟ
ไม่เคยปรากฏว่ามีการจําแนกชนิดความจําเป็นหรือไม่จำเป็น และความหนักเบาของแต่ละจุด ความร้อ ซึ่งมีผลกระทบและปล่อยมลพิษต่างกัน ไม่เพียงเท่านั้นด้วยการไม่นิยามว่าไฟของรัฐเป็นหนึ่งในปัญหาจึงไม่เคยมีชุดเเผนเเละมาตรการป้องกันเเละจัดการการเผาเเปลงใหญ่อย่างจริงจัง ล่าสุดฤดูฝุ่นควัน 2565 ที่แม้จะมีฝนตก แต่มีการเผาในเขตพื้นที่ป่าเมืองปาย และป่าสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นานต่อเนื่องหลายวัน เเน่นอนว่าไม่ใช่เขตเกษตรกรรมของประชาชน
ด้วยเหตุที่ชุดมาตรการของรัฐยังเน้นไปที่การควบคุมไฟเกษตรแปลงย่อย ทั้งๆ ที่สถิติย้อนหลงชี้ชัดว่าเป็นเพียงปัญหาส่วนน้อยไม่ใช่ปัญหาที่ส่งผลกระทบสูง การประกาศห้ามเผาเด็ดขาด zero burning คือมาตรการแบบเหมาคลุมทุกที่ใช้บังคับประชาชนรายย่อยรวมไปถึงแปลงเกษตรที่สูงซึ่งเป็นไร่หมุนเวียน ซึ่งมีพิกัดแปลงเกษตรชัดเจน ไม่ได้ครอบคลุมถึงการเผาแปลงใหญ่ที่มีผลกระทบสูง โดยเฉพาะการเผาเพื่อบริหารเชื้อเพลิงในป่าของรัฐเอง
เมื่อฤดูฝุ่น 2565 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นลานีญามีฝนตกแต่ก็เกิดการลอบเผาหลายครั้ง แม้จะมี ชุดปฏิบัติการดับไฟของกรมป่าไมเข้าไปลาดตระเวนในพื้นที่ก็ยังเกิดมีพื้นที่ไหม้ซํ้าซากทุกปีเช่นนี้ จึงควรอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ
การเน้นประสิทธิภาพเชิงพื้นที่ตามเขตอํานาจและเขตปกครอง
ทําให้ละเลยพื้นที่ไฟใหญ่ระดับหมื่น-แสนไร่ ไหม้ข้ามจังหวัดเป็นเขตใหญ่ เมื่อเกิดแล้วมักจะดับไม่ได้ปล่อยให้ธรรมชาติฝนตก หรือมอดไปเอง หรือไฟขนาดกลาง คือไฟในเขตป่ารอยต่อหลายๆ ตําบลหรือข้ามอําเภอ เขตพื้นที่ ไหม้ระดับพันไร่
ทางออกของปัญหานี้คือ ให้มีการบริหารจัดการยกระดับประสิทธิภาพพื้นที่เสี่ยงไฟ ซํ้าซาก เกิดบ่อยครั้ง รวมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องมาร่วมบูรณาการและสร้างระบบ KPI ร่วมกันตามขอบเขตพื้นที่เสี่ยง จุดความร้อนในพื้นที่เสี่ยงต่อไฟขนาดใหญ่ ต้องได้รับความสนใจมากกว่าจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรที่มีการกันแนวเขต และ ไม่เคยไหม้ลุกลาม คําว่าการยกระดับประสิทธิภาพ การบริหารเชิงพื้นที่ ควรจะขยายความไปถึง พื้นที่เสี่ยงไฟซํ้าซาก พื้นที่ปัญหาซํ้าซาก ที่ต้องบูรณาการอํานาจต่างๆ ข้ามเขตปกครองราชการ
ความแตกต่างไฟแปลงใหญ่กับไฟแปลงขนาดกลาง
ไฟแปลงใหญ่
พื้นที่ไฟไหม้ติดตต่อกันเป็นวงกว้างกินเวลาข้ามวันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ปี 2565 แม้จะมีฝนตกจากภาวะลานีญาแต่ทันทีที่ฝนทิ้งช่วงไปแค่ไม่กี่วันก็เกิดไฟไหม้ลามในป่าเป็นวงกว้างระดับหมื่น-แสนไร่ เช่น ไฟปาตามแนวลำน้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นไฟแปลงใหญ่กลุ่มแรกของปี เกิดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ไฟแปลงขนาดกลาง
เป็นกลุ่มไฟข้ามเขตตําบลอําเภอในเขตป่าสงวนฯ และป่าอนุรักษ์ ทั่วทั้งภาคเหนือในแทบทุกจังหวัด เป็นไฟที่ไม่ใช่เกิดไหม้แค่หย่อมหรือจุดเดียว หากเป็นการเผา พร้อมกันหลายจุดจนลามดับไม่อยูู่ และมักจะเกิดข้ามคืน เช่น กรณีการเกิดไฟในเขต ต.บ้านปง อ.หางดง เชียงใหม่ต่อเนื่องในเดือนมีนาคม มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปดับแล้วรุ่งขึ้นลอบเผาอีก
หรือ เช่นที่เกิดในเขตป่าสงวนสันทราย จ.เชียงใหม่ กินอาณาเขตหลายตําบล เป็นรอยต่อสามอําเภอ ไฟลักษณะนี้มักจะไม่ค่อยมีเจ้าภาพในการดูแลโดยตรงเพราะเป็นแปลงใหญ่ และเป็นเขตป่าสงวนฯ ที่ถ่ายโอนภารกิจให้ กับ อปท. แต่ละแห่งไปแล้ ว ปัญหาของไฟแปลงขนาดกลางที่พบทั่วไปในภาคเหนือ คือ เป็นพื้นที่ป่าของรัฐ ที่ไม่มีคนดูเเลต่อเนื่องจริงจัง และไม่มีเจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการตลอดทั้งปี
ข้อเสนอของเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือกับไฟไหม้ป่าซ้ำซาก
พื้นที่ไฟในป่าของรัฐที่ไหม้ซํ้าซากในบริเวณเดิมเป็นประจําทุกปีสมควรจะยกขึ้นมา เป็นเขตบริหารจัดการพิเศษ บูรณาการร่วมหลายหน่วยงาน เพราะเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวหลายเขต ปกครอง และมีหน่วยงานหลายหน่วยรับผิดชอบต่อเนื่องกัน หากมีชุมชนใกล้เคียงควรดึงมาทำแผนชุมชนและเป็นอีกหน่วยที่จะร่วมบรูณาการจัดการพื้นที่แปลงใหญ่เเละแปลงกลาง






