
คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ 7 ความเชื่อที่อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เผย 7 ความเชื่อยอดฮิตที่คุณแม่หลังคลอดต้องระวัง พร้อมแนะนำวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งแม่และลูก
วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดนั้น มีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งข้อห้ามต่าง ๆ ที่เป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและความเชื่อเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดในทัศนะที่แตกต่างกันไปด้วย
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในสังคมไทยนั้นในการดูแลคุณแม่หลังคลอดในทางการแพทย์มีหลากหลายวิธีโดยนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อดูแลสุขภาพของคุณแม่หลังคลอด ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์และระยะหลังคลอด
สอดคล้องกับความเห็นของ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ที่ระบุว่า ช่วงหลังคลอดเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จึงควรเตรียมความพร้อมและรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นโดยหนึ่งในสาเหตุหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่หลังคลอดลดต่ำลงช่วงการพักฟื้นราว 5-6 สัปดาห์นี้
ขณะที่ พญ.กมัยธร เทียนทอง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานสูติ-นรีเวชศาสตร์ รพ.ราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า สังคมไทยได้พัฒนาวิธีการต่าง ๆ เพื่อดูแลคุณแม่หลังคลอดสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน วัฒนธรรมท้องถิ่นของคนไทยยังมีประเพณีในการปฎิบัติตัวและความเชื่อต่าง ๆ ตั้งแต่อยู่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด เช่น
ความเชื่อที่ 1 : ต้องอยู่ไฟหลังการคลอดบุตรไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการหนาวใน
การอยู่ไฟ เป็นวิธีการดูแลสุขภาพหลังคลอดแบบดั้งเดิมในหลายวัฒนธรรมโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นและส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่า การอยู่ไฟหลังคลอดมีประโยชน์ทางการแพทย์ที่จำเป็นหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่ในระยะยาว
อาการหนาวสั่นเป็นเรื่องที่สามารถพบได้หลังคลอดซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การสูญเสียเลือด การลดลงของระดับน้ำในร่างกาย หรือการได้รับน้ำเกลือที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย ในกรณีที่ผ่าคลอด อาการหนาวสั่นอาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาสลบหรือยาที่ใช้ในการระงับความรู้สึกไขสันหลัง
ความเชื่อที่ 2: ต้องดื่มยาดองเพื่อขับน้ำคาวปลา
ในทางการแพทย์ การดื่มแอลกอฮอล์หลังคลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คุณแม่หลังคลอดกำลังให้นมบุตรนั้น ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมและอาจมีผลกระทบต่อทารกได้ เช่น ทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกล่าช้า รวมทั้งอาจทำให้ทารกง่วงซึมหรือมีปัญหาด้านการนอนหลับ
ทั้งนี้ โดยปกติน้ำคาวปลาจะถูกขับออกจากร่างกายของคุณแม่หลังคลอดภายในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์หลังคลอด ขึ้นอยู่กับการหดตัวของมดลูกซึ่งการหดรัดตัวของมดลูกจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพในคุณแม่ที่ให้นมบุตรหลังคลอด
ความเชื่อที่ 3: ต้องเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด
การเคลื่อนไหวร่างกายหลังคลอดเป็นสิ่งที่แนะนำและมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการคลอดธรรมชาติหรือการผ่าตัดคลอด นอกจากนี้การลุกขึ้นเคลื่อนไหวเร็วหลังคลอดสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำลึก (deep vein thrombosis) ลดการเกิดพังผืดจากการผ่าตัดคลอดอีกด้วย
แต่ควรทำอย่างระมัดระวัง คุณแม่หลังคลอดควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากหรือยกของหนักในช่วงเวลาที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ การเคลื่อนไหวควรเป็นไปอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวและฟื้นฟูได้เต็มที่
ความเชื่อที่ 4 : ห้ามกินผักบางชนิดเพราะเป็นของแสลง
ความเชื่อดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางการแพทย์ ผักใบเขียวและผักชนิดอื่น ๆ เป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย สำหรับคุณแม่หลังคลอด การบริโภคผักหลากหลายชนิดเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผักเป็นแหล่งของวิตามิน เช่น วิตามิน A, C, K และแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียมและเหล็ก ซึ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูร่างกายและการสร้างน้ำนม การรับประทานผักให้หลากหลายยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็น
ความเชื่อที่ 5 : กินอาหารเผ็ดเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
การเข้าอู่ของมดลูก (การหดตัวกลับสู่ขนาดปกติหลังคลอด) เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อมดลูกบีบรัดตัวเพื่อขับเลือดและเนื้อเยื่อที่หลงเหลืออยู่ภายในมดลูกหลังการคลอด การกินอาหารเผ็ดมาก ๆ อาจทำให้คุณแม่หลังคลอดมีอาการท้องเสีย แสบท้อง หรือไม่สบายท้องได้
กรณีที่คุณแม่หลังคลอดกำลังให้นมบุตร การกินอาหารเผ็ดอาจมีผลกระทบต่อทารกที่ได้รับน้ำนม การให้ทารกดูดนมบ่อย ๆ ยังช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ซึ่งช่วยให้มดลูกหดตัวได้ดีขึ้น
ความเชื่อที่ 6: ห้ามดื่มน้ำเย็นทำให้น้ำนมไหลน้อย
ร่างกายของคนเรามีกลไกในการปรับอุณหภูมิน้ำที่ดื่มเข้าไปให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกายอยู่แล้ว การผลิตน้ำนมเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นฮอร์โมนออกซิโทซิน และโปรแลคติน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มเข้าไป
การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการส่งเสริมการผลิตน้ำนม การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำที่อุณหภูมิห้องสามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ แต่ไม่มีข้อห้ามในการดื่มน้ำเย็นแต่อย่างใด
ความเชื่อที่ 7 : ห้ามสระผมหลังคลอดเพราะจะทำให้ป่วยได้
ในสมัยก่อนนั้นไม่ได้มีนวัตกรรมที่ช่วยทำให้ผมแห้งไวขึ้นอย่างพัดลมหรือไดร์เป่าผมอย่างในปัจจุบัน เมื่อคุณแม่หลังคลอดรู้สึกว่า ผมเหนียวหรือรู้สึกไม่สบายหนังศีรษะ แนะนำให้สระผมแต่ควรสระด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำที่ไม่เย็นจนเกินไป ที่สำคัญอย่าลืมเช็ดหรือเป่าผมให้แห้งสนิท
ทั้งนี้ การดูแลตัวเองหลังการคลอดเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คุณแม่หลังควรรับประทานอาหารที่มีค่าอาหารต่อครั้งสูงพอสมควร เพื่อให้ได้พลังงาน และสารอาหารที่เพียงพอในการฟื้นฟู และควรพักผ่อนให้เพียงพอ รักษาความสะอาดของทรวงอกและร่างกาย การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อหลังคลอด เช่น การเดินเร็ว ๆ ใช้บันไดขึ้นลง หรือออกกำลังกายเบา ๆ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณแม่หลังคลอดรู้สึกสุขภาพดีทั้งกายและใจ ตลอดระยะเวลานี้







