thansettakij
thansettakij
NCDs ฉุดเศรษฐกิจ-สุขภาพคนไทย รามาธิบดีจับมือ Novo เร่งวิจัยยารักษา

NCDs ฉุดเศรษฐกิจ-สุขภาพคนไทย รามาธิบดี จับมือ โนโว นอร์ดิสค์ เร่งวิจัยยารักษาโรค

04 พ.ย. 69 | 10:09 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 69 | 10:10 น.

รพ.รามาธิบดี ผนึก Novo Nordisk เดินหน้าวิจัยคลินิก ช่วยผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมยาการรักษาโรค ชี้คนไทยป่วย NCDs พุ่ง สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

KEY

POINTS

  • โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และโรคอ้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตปีละ 400,000 ราย และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
  • คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) ได้ลงนามความร่วมมือ (MoU) เพื่อส่งเสริมการวิจัยทางคลินิก
  • ความร่วมมือนี้มุ่งพัฒนานวัตกรรมและยารักษาโรคอ้วน เบาหวาน และ NCDs อื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาใหม่ๆ และยกระดับมาตรฐานการรักษาในประเทศ

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และภาวะโรคอ้วนกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจไทย หลังพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% หรือ 27.4 ล้านคน จนเกิดโรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยปีละประมาณ 400,000 ราย คิดเป็น 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจับมือบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (Novo) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เดินหน้าวิจัยทางคลินิก เพื่อเพิ่มโอกาสผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาและยาสำหรับโรคอ้วน เบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ

NCDs คร่าชีวิตคนไทย ฉุดเศรษฐกิจประเทศ

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กองโรคไม่ติดต่อ ตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย พ.ศ. 2566–2570 ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การเจ็บป่วย และทุพพลภาพ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและกำลังผลิตของประเทศ

ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs ประมาณ 400,000 รายต่อปี หรือวันละมากกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด โดยในปี 2562 ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรค NCDs สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือ 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

ความสูญเสียส่วนใหญ่ถึง 91% หรือประมาณ 1.495 ล้านล้านบาท เป็นต้นทุนทางอ้อมจากการขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร และการสูญเสียกำลังผลิตจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

โดยโรค NCDs ครอบคลุมหลายกลุ่มโรค อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง และโรคอ้วนลงพุง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงพันธุกรรมและอายุที่เพิ่มขึ้น

WHO ชี้ประชากรโลก 1.1 พันล้านคนเป็นโรคอ้วน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2567 ประชากรทั่วโลกประมาณ 1.1 พันล้านคน หรือ 1 ใน 7 ของประชากรโลก เป็นโรคอ้วน ขณะที่ผู้ใหญ่ 2.6 พันล้านคน หรือ 45% มีภาวะน้ำหนักเกิน และในจำนวนนี้ 940 ล้านคนเป็นโรคอ้วน

นอกจากนี้ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 35 ล้านคน มีภาวะน้ำหนักเกิน ส่วนเด็กและวัยรุ่นอายุ 5–19 ปี จำนวน 400 ล้านคน มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ โดย 170 ล้านคนเป็นโรคอ้วน

WHO ยังประเมินว่า ในปี 2566 ค่า BMI สูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตประมาณ 3.7 ล้านรายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และโรคมะเร็ง ขณะที่ต้นทุนทางเศรษฐกิจทั่วโลกจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนอาจสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2573 และเพิ่มเป็นมากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2603 หากไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง

เปิดผลสำรวจสุขภาพไทย คนอ้วน–น้ำหนักเกินพุ่ง 45%

ทั้งนี้ ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568 ซึ่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พบแนวโน้มโรค NCDs เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

ผลสำรวจพบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นโรคเบาหวาน 10.6% หรือประมาณ 6.1 ล้านคน เพิ่มจาก 9.5% ในการสำรวจครั้งที่ 6 เมื่อปี 2563 ขณะที่โรคความดันโลหิตสูงเพิ่มเป็น 29.5% หรือ 17.5 ล้านคน จากเดิม 25.4%

ที่น่ากังวลคือ คนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มเป็น 45% หรือประมาณ 27.4 ล้านคน จาก 42.2% ในการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานในอนาคตมีถึง 5.7 ล้านคน

แม้สัดส่วนผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีจะเพิ่มขึ้นจาก 13.8% ในปี 2547 เป็น 28.6% ในการสำรวจครั้งล่าสุด แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ WHO แนะนำไว้ที่ 80%

เร่งวิจัยคลินิก ยกระดับการรักษา NCDs

จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมการศึกษาและวิจัยทางคลินิกด้านโรคอ้วน เบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิก เปิดทางให้นักวิจัยไทยมีทางเลือกในการศึกษาวิจัยที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการฝึกอบรม โครงการวิจัยร่วม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และมาตรฐานการรักษา

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ กลายเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของสังคมไทย และจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนและเบาหวานในกรุงเทพฯ

การทดลองทางคลินิกจะเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ระดับสูง โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนภารกิจด้านการวิจัย พัฒนาทักษะบุคลากร และยกระดับการปฏิบัติทางคลินิกของโรงพยาบาล

วิจัยคลินิกสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย 345 ล้านบาท

ด้านนายจอห์น อเล็กซานเดอร์เซน อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างโนโวกับหน่วยงานภาครัฐไทยในด้านสาธารณสุขเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย–เดนมาร์กยุคใหม่ ซึ่งขยายความร่วมมือไปสู่การพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

ขณะที่ นายจีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลซิก ผู้จัดการทั่วไป โนโว ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทมีความภาคภูมิใจในความเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการทดลองทางคลินิก และการร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีครั้งนี้จะต่อยอดจากการวิจัยที่ผ่านมา เพื่อขยายความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษาสำหรับคนไทย

"ระหว่างปี 2566–2568 โนโวลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย 327 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 345 ล้านบาท และสนับสนุนการจ้างงานเกือบ 470 ตำแหน่ง ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรามาธิบดีและโนโวจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายการวิจัยทางคลินิกด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหายาก"

อย่างไรก็ตาม โนโวจะมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์และยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ผ่านการวิจัยและนวัตกรรมที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยไทยต่อไป