thansettakij
thansettakij
3 โรคสุขภาพสตรี HPV-BV-GSM อันตราย แพทย์จี้รัฐยกระดับตรวจเชิงรุก

3 โรคสุขภาพสตรี HPV-BV-GSM อันตราย แพทย์จี้รัฐยกระดับตรวจเชิงรุก

29 ต.ค. 69 | 06:35 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ต.ค. 69 | 06:35 น.

DKSH ดันความเท่าเทียมสุขภาพผู้หญิงไทย ด้านแพทย์เตือน 3 ปัญหาสำคัญ ทั้งติดเชื้อ HPV ช่องคลอดอักเสบ และช่องคลอดแห้ง พร้อมเสนอรัฐขยายวัคซีน HPV ยกระดับตรวจคัดกรองประชาชน

KEY

POINTS

  • แพทย์ชี้ 3 ปัญหาสุขภาพสตรีที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ การติดเชื้อ HPV ที่เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก, ภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (BV) และกลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์ในวัยหมดประจำเดือน (GSM)
  • เรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับการตรวจคัดกรองเชิงรุก โดยปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพจากการตรวจ Pap smear เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ที่มีความแม่นยำสูง
  • เสนอให้ผลักดันวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กทั้งชายและหญิง และเพิ่มหน่วยบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่เพื่อเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “Patient Purpose Day 2026” เดินหน้าส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ 3 ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยแต่ผู้หญิงมักมองข้าม ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัส HPV
  • ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis: BV)
  • กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (Genitourinary Syndrome of Menopause: GSM)

กิจกรรมการจัดงาน “Patient Purpose Day 2026”

โดย แพทย์หญิงมาริสา ทศมาศวรกุล สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลรามคำแหง 2 และแพทย์หญิงกิรณา เบญจมงคลชัย สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค กล่าวว่า 3 ปัญหาสุขภาพสำคัญของผู้หญิงข้างต้นมักจะพบได้บ่อย แต่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่กล้าเข้ารับการตรวจ หรือปล่อยให้อาการดำเนินต่อไปจนกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการทำงาน

1) HPV เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก แนะเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 25 ปี

โดยการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับแรกของผู้หญิง และประมาณ 80% เคยติดเชื้ออย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต พบได้มากในกลุ่มอายุ 20-30 ปี ซึ่งเป็นวัยเจริญพันธุ์ที่มีกิจกรรมทางเพศสูง ซึ่งเชื้อ HPV บางสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ หากเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์เสี่ยงสูงที่คงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ การติดเชื้อสะสมต่อเนื่องเกิน 10 ปีอาจพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งปากมดลูกได้ แนะนำให้ผู้หญิงเริ่มเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำทางการแพทย์ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป

ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งเป้ากำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปในฐานะปัญหาสาธารณสุขภายในปี 2030 ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ประมาณปี 2050 ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทย มะเร็งปากมดลูกเคยเป็นมะเร็งที่พบในผู้หญิงมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ก่อนลดลงมาอยู่ในอันดับ 4 ต่อจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยแพทย์เชื่อมโยงแนวโน้มดังกล่าวกับความตื่นตัวในการตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น

ผู้เข้าร่วมงาน “Patient Purpose Day 2026”

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยวิธี HPV DNA Screening ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้ผู้หญิงเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมและรักษาได้อย่างเหมาะสมก่อนเกิดความผิดปกติรุนแรง

"ปกติร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้เองตามธรรมชาติประมาณ 70% ยังมีทางเลือกของการดูแลที่ใช้สเปรย์พ่นพรีไบโอติกบริเวณปากมดลูกต่อเนื่อง 3-6 เดือน เพื่อช่วยปรับสมดุลและอาจเพิ่มอัตราการกำจัดเชื้อเป็น 80-90% แต่ควรได้รับคำแนะนำในการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม"

สำหรับผู้ชาย ก็สามารถติดเชื้อ HPV และถ่ายทอดเชื้อให้คู่นอนได้ แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการตรวจคัดกรองเป็นการทั่วไป เนื่องจากเชื้อสามารถพบได้หลายบริเวณ ทั้งช่องปาก อวัยวะเพศ และทวารหนัก อีกทั้งยังไม่มีวิธีเก็บสิ่งส่งตรวจที่เป็นมาตรฐานสำหรับการคัดกรองผู้ชายทุกคน ดังนั้น การป้องกันด้วยวัคซีน HPV และการใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

โดยเชื้อ HPV ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ผ่านช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก ซึ่งถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่ครอบคลุมผิวหนังทุกบริเวณที่อาจมีเชื้อ

2) BV ปัญหาช่องคลอดอักเสบที่กลับมาเป็นซ้ำได้

ปัญหาสุขภาพอันดับ 2 คือ ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ BV ซึ่งแพทย์ระบุว่าพบได้บ่อยในห้องตรวจ และผู้หญิงประมาณ 80% เคยประสบปัญหานี้ อาการที่พบได้ ได้แก่ ตกขาวสีเทาและมีกลิ่นคาว เกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด มีปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ความเครียด พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การมีเพศสัมพันธ์หลังประจำเดือน และการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

ประเด็นสำคัญของ BV คือโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาแล้วก็ตาม ผู้ป่วยบางรายจึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะหลายครั้ง ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเชื้อดื้อยา

แนะนำให้ผู้หญิงสังเกตความผิดปกติของตกขาวและกลิ่น รวมถึงเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เมื่อมีอาการ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและวางแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยามาใช้ซ้ำหรือคาดเดาอาการด้วยตนเอง เพราะปัญหาตกขาวอาจเกิดจากหลายสาเหตุและต้องได้รับการดูแลแตกต่างกัน

3) GSM จับตาผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มขึ้นตามสังคมสูงวัย

ปัญหาสุขภาพอันดับ 3 คือ กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน หรือ GSM ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือน อาการที่พบได้ ได้แก่ ช่องคลอดแห้ง คัน แสบ และเจ็บ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนมาเป็นเวลานาน

แม้ปัจจุบันจะพบปัญหานี้น้อยกว่า HPV และ BV ตามข้อมูลที่แพทย์นำเสนอ แต่เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว คาดว่าจะพบผู้หญิงที่ต้องการการดูแลปัญหาสุขภาพกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น

"อาการจากวัยหมดประจำเดือนไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงต้องอดทนเพียงลำพัง เพราะสามารถเข้ารับคำปรึกษาเพื่อประเมินอาการและเลือกแนวทางดูแลที่เหมาะสมได้ นอกจากนี้ สุขภาพผู้หญิงยังเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งระดับฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน ความเครียด และสมดุลแบคทีเรียในช่องคลอด จึงควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ"

แนะนำผู้หญิงตรวจคัดกรองสุขภาพ

จี้รัฐเพิ่มวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ยกระดับสิทธิตรวจคัดกรอง

นอกจากการสร้างความตระหนักรู้ในระดับบุคคล แพทย์ยังเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้หญิงไทย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ผลักดันวัคซีน HPV เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กทั้งชายและหญิง โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ จำนวน 2 เข็ม สำหรับเด็กอายุ 9-15 ปี ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและลดความเสี่ยงมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV

2. ยกระดับการตรวจคัดกรองในระบบหลักประกันสุขภาพ เสนอให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคมและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จากการตรวจ Pap smear แบบเดิม ไปสู่การตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับการตรวจเซลล์ด้วยวิธีที่มีความแม่นยำสูง เพื่อเพิ่มโอกาสค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

3. เพิ่มหน่วยบริการตรวจสุขภาพเชิงรุก สนับสนุนหน่วยบริการเคลื่อนที่ เช่น รถตรวจคัดกรอง ให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ลดอุปสรรคจากระยะทาง ความอาย และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

แนะผู้หญิงยึดหลัก “3 ไม่ 3 ป้องกัน”

แพทย์หญิงมาริสา และแพทย์หญิงกิรณา กล่าวว่า อยากฝากแนวทางดูแลสุขภาพสำหรับผู้หญิง โดยยึดหลัก “3 ไม่” ได้แก่ อย่ากลัว อย่าเดา และอย่าหนี หมายถึง ไม่ควรกลัวการพบสูตินรีแพทย์หรือการตรวจภายใน ไม่ควรคาดเดาอาการผิดปกติด้วยตนเอง และไม่ควรหลีกเลี่ยงการตรวจคัดกรองหรือการฉีดวัคซีน

ควบคู่กับ “3 ป้องกัน” ได้แก่ ฉีดวัคซีน ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ และใช้ถุงยางอนามัย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคที่ป้องกันได้ พร้อมเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

DKSH เดินหน้าลดช่องว่างการเข้าถึงสุขภาพผู้หญิง

ด้าน นายเบเนดิกต์ คูบิค รองประธานฝ่ายบริหาร หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม “Patient Purpose Day” แสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นหลัก และมุ่งยกระดับการดูแลสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไทย

“เราเชื่อมั่นว่า หากผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา รวมถึงลดความรุนแรงและภาระของโรคได้ ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ เราตั้งใจที่จะผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ากับการให้ความรู้ที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเองได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดภาระจากโรคภัยไข้เจ็บที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าว DKSH จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และขยายผลอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว