
เปิดยุทธศาสตร์ “อย.” เดินหน้าดันนวัตกรรมสุขภาพไทยสู่ตลาดโลก
อย.พลิกบทบาท หนุนเศรษฐกิจสุขภาพแสนล้าน ชู 3 นวัตกรรมเป้าหมาย ‘AI-เครื่องมือแพทย์-Future Food’ พร้อมกางยุทธศาสตร์ดัน Flagship Product ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- อย. ปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น และทำหน้าที่จับคู่ธุรกิจเพื่อส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ
- ประกาศ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญในปี 2570 มุ่งเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ, การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, พัฒนาบุคลากร และผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย
- กำหนดกลุ่มนวัตกรรมสุขภาพเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ AI และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์, เครื่องมือแพทย์ และอาหารอนาคต (Future Food) รวมถึงส่งเสริมสมุนไพรไทยสู่ตลาดตะวันออกกลาง
เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งอาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตรายในบ้านเรือน มีมูลค่าตลาดรวมหลายแสนล้านบาท เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่สามารถต่อยอดนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงปรับบทบาทองค์กรจากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นผู้อนุมัติ อนุญาต และคุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพ
โดยเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการและนักวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำ ให้คำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมใช้ความน่าเชื่อถือของ อย. เป็นกลไกจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศได้สำเร็
2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาช่วยปฏิบัติงาน เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีเวลามุ่งเน้นภารกิจสำคัญด้านอื่นมากขึ้น 3.พัฒนาทักษะบุคลากร (Upskill/Reskill) เพิ่มพูนความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ อย. ให้เท่าทันนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพรูปแบบใหม่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
4.ผนึกกำลังทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพของไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship Product) สำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
กลุ่มนวัตกรรมสุขภาพเป้าหมาย
นอกจากนี้ อย.ยังได้ส่งเสริมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยจัดลำดับความสำคัญออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ AI และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนอาหารและอาหารอนาคต (Future Food) ซึ่งกลุ่มแรกที่เป็น AI และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ จะมุ่งเน้นเทคโนโลยี AI ที่ช่วยในการรักษาและวินิจฉัยโรค เนื่องจากประเทศไทยมีสตาร์ทอัพจำนวนมากที่มีความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์
“การลงทุนใน AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมากกว่าการลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และการกำกับดูแลจะต้องอิงตามมาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบันมี AI ทางการแพทย์ทั้งที่พัฒนาโดยคนไทยและนำเข้าจากต่างประเทศได้รับการอนุมัติแล้วพอสมควร”
ถัดมากลุ่มที่ 2 เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Devices) จะเน้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบกลไกซับซ้อนเกินไป เช่น อุปกรณ์ทดแทนกระดูกเทียม และน็อตสำหรับดัดหรือเชื่อมกระดูกที่แตกหัก พร้อมส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเดิมปรับตัวเข้าสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทย
กลุ่มที่ 3 อาหารและอาหารอนาคต (Future Food) จะมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในท้องถิ่นให้นำเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้ ทั้งด้านการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการควบคุมคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมอาหารอนาคต เช่น อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based) และอาหารสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเฉพาะ และผู้ที่ขาดสารอาหาร
อย. เป็นตัวกลางเชื่อมทุนวิจัย ดึงนักลงทุน
เภสัชกรหญิง สุภัทรา กล่าวว่า อย.ยังให้การสนับสนุนเงินทุนและการลงทุน โดยไม่ได้ให้ทุนวิจัยโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานหน่วยงานที่สนับสนุนทุนให้พบกับนักวิจัย และช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้ทุนและนักลงทุน เปิดรับนักลงทุนด้านเทคโนโลยีและการแพทย์ ทั้งรูปแบบการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจไทยและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและขยายศักยภาพการผลิตในประเทศ
ตัวอย่างเช่น บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนผลิตยาในประเทศไทย อย. ก็เข้าไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้การสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบแปลนสถานที่ผลิต การอนุมัติสถานที่ผลิต ตลอดจนการดูแลงานวิจัยเพื่อประกอบการขึ้นทะเบียนยา
ยกระดับสมุนไพรไทย เพิ่มมูลค่าเพิ่ม
ขณะเดียวกัน อย.ก็มุ่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้สามารถนำสมุนไพรไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ง่ายขึ้น พร้อมสนับสนุนการพัฒนาสารสกัดสมุนไพรเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ แทนการจำหน่ายวัตถุดิบสดเพียงอย่างเดียวซึ่งให้ราคาต่ำกว่า
“ในเรื่องสมุนไพร อย. กำลังมุ่งผลักดันตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความชื่นชอบสมุนไพรไทยอย่างมาก และปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการเจรจาและเตรียมนำนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้าชมโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายตลาดส่งออกด้วย”
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในตลาดตะวันออกกลาง คือ ประเทศในตะวันออกกลางเน้นการนำเข้าสินค้า ประชากรคุ้นเคยและเชื่อมั่นในมาตรฐานการแพทย์ของไทยจากการเดินทางเข้ามารักษาพยาบาล อีกทั้งระยะทางการขนส่งไม่ไกล และไม่มีข้อกีดกันทางการค้า
คุมเข้มกฎหมาย เร่งแก้ พ.ร.บ.อาหาร 50 ปี
เภสัชกรหญิง สุภัทรา กล่าวว่า ด้านการปรับปรุงกฎหมาย พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่บังคับใช้มาเป็นเวลานานเกือบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2569 บทบัญญัติบางส่วนจะต้องปรับเปลี่ยน ทั้งการจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์และบทลงโทษ เพราะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์สุขภาพในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมา อย. ได้เสนอร่างแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว แต่กระบวนการต้องหยุดลงหลังเกิดการยุบสภาและเปลี่ยนรัฐบาล ส่งผลให้ร่างกฎหมายตกไป จึงจำเป็นต้องเริ่มกระบวนการเสนอใหม่อีกครั้ง
ส่วนกฎคุมเข้มอาหารเสริมโฆษณาเกินจริง ยึดสินค้า-ตรวจสารต้องห้าม อย. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่นำเข้าและจำหน่าย พร้อมยึดและอายัดสินค้าล็อตที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด จากนั้นก็จะส่งผลิตภัณฑ์ไปตรวจพิสูจน์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อพิจารณาว่ามีการผสมสารต้องห้าม หรือใส่สารในปริมาณเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่ ควบคู่กับการสั่งระงับโฆษณาที่ไม่ถูกต้องบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และดำเนินคดีตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มสำหรับปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง อย.จะทำหน้าที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสุขภาพ ตามแผนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาหน่วยงานในหลายประเด็น ทั้งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่ตลาดโลก,สร้างความมั่นคงด้านยา, กระดับการกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งยังคงจะให้น้ำหนักกับการคุ้มครองผู้บริโภคหรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพต่อไปในอนาคต







