
ชาย-หญิงเสี่ยงติด HPV สูงถึง 90% ชี้เป็นเหตุให้เกิดโรคและมะเร็ง
รพ.จุฬาภรณ์ เดินหน้ารณรงค์เตือน HPV ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ชี้ผู้ชายเสี่ยงติดเชื้อสูงถึง 90% นำไปสู่มะเร็งช่องปาก ลำคอ ทวารหนัก และหูดหงอนไก่ แนะป้องกันได้ด้วยวัคซีน
KEY
POINTS
- ทั้งชายและหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงติดเชื้อ HPV สะสมสูงถึง 90% ตลอดช่วงชีวิต
- เชื้อ HPV เป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงและมะเร็งได้ทั้งในผู้หญิง (เช่น มะเร็งปากมดลูก) และผู้ชาย (เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปาก)
- ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ ทำให้สามารถแพร่เชื้อต่อได้โดยไม่รู้ตัว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน HPV ซึ่งแนะนำสำหรับทุกเพศ
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาภรณ์จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 17 สานต่อการป้องกันมะเร็ง สร้างความตระหนักรู้ภายใต้แนวคิด “HPV ก็เรื่องของเรา” และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงแนวทางป้องกันที่เหมาะสมสำหรับตนเองและคนที่รัก โดยมุ่งสู่สังคมไทยที่ปลอดภัยจากโรคมะเร็งอย่างยั่งยืน
20 ปีวัคซีน HPV ขยายความเข้าใจครอบคลุมทุกเพศ
ปัจจุบันความเข้าใจของสังคมยังเชื่อมโยงเชื้อ HPV กับมะเร็งปากมดลูกและสุขภาพผู้หญิงเป็นหลัก ทั้งที่ผู้ชายก็มีความเสี่ยงติดเชื้อ ส่งต่อเชื้อ และเกิดโรคที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน แคมเปญจึงมุ่งขยายความตระหนักรู้ให้ครอบคลุมทุกเพศ โดยเฉพาะการชวนผู้ชายเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่รอให้เกิดอาการ และปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดวัคซีน
โดยผู้ชายมากกว่า 90% ที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสติดเชื้อ HPV ในช่วงหนึ่งของชีวิต ขณะที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ ทำให้ส่งต่อเชื้อไปยังคู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว อีกทั้งการติดเชื้อไม่ได้หมายความว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันได้เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
สำหรับเชื้อ HPV เกี่ยวข้องกับโรคในผู้ชายหลายชนิด ทั้งหูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาติ และมะเร็งช่องปากและลำคอ โดยมะเร็งช่องปากและลำคอที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ในผู้ชายไทยเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและนิยามทางสถิติก่อนเผยแพร่)
การติดเชื้อ HPV เชื่อมโยงกับมะเร็งช่องปากและลำคอ
รศ.นพ.วรุตม์ พงศาพิชญ์ ประธานชมรมแพทย์มะเร็งศีรษะและคอ กล่าวว่า เชื้อ HPV เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของมะเร็งช่องปากและลำคอ โดยการติดเชื้อบริเวณดังกล่าวสามารถเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ จึงอาจส่งต่อเชื้อโดยไม่รู้ตัว การมีความรู้และตระหนักถึงความเสี่ยงจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการป้องกัน
โดยภาพรวมในประเทศไทย มีความชุกของการติดเชื้อ HPV ในผู้หญิงทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 30% และผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสติดเชื้อสะสมสูงถึง 90% ในช่วงชีวิต
HPV อาจไม่แสดงอาการนานหลายปี รู้ก่อนป้องกันก่อน
ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม และแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช พบผู้ป่วยหลายรายที่สุขภาพแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติ ก่อนตรวจพบความผิดปกติ เนื่องจากเชื้อ HPV อาจไม่แสดงอาการเป็นเวลานานถึง 10 ปี การเริ่มป้องกันจึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนที่รักก่อนเกิดโรค
-
สำหรับผู้หญิง
การติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการ เช่น ไม่มีตกขาว ไม่มีอาการคัน หรือไม่มีเลือดออกผิดปกติ การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญ โดยอาศัยการตรวจภายใน การเก็บตัวอย่างเซลล์ปากมดลูก และการตรวจหา DNA ของเชื้อไวรัสตามแนวทางที่เหมาะสม
-
สำหรับผู้ชาย
ปัจจุบันยังไม่มีตรวจคัดกรอง HPV สำหรับผู้ชายทั่วไปในลักษณะเดียวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง หากพบก้อน แผล หรือความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะแผลที่รักษาไม่หาย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น
ด้าน นพ.กานต์ พึ่งสุชนสุนทร ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะและสุขภาพเพศชาย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า HPV ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับมะเร็งปากมดลูก แต่สามารถก่อโรคในผู้ชายได้เช่นกัน โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ และปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจคัดกรอง HPV สำหรับผู้ชายทั่วไปได้เหมือนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ดังนั้น การป้องกันเชิงรุกและการปรึกษาแพทย์จึงมีความสำคัญ
วัคซีน HPV ป้องกันโรคได้ 6 ชนิด
นพ.กานต์ กล่าวว่า วัคซีน HPV ช่วยป้องกันโรคและมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อได้ 6 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและลำคอ รวมถึงหูดหงอนไก่
ส่วนวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ครอบคลุมเชื้อ 2 สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำที่เกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่ และ 7 สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิด โดยมีข้อมูลว่าลดโอกาสเกิดหูดหงอนไก่ได้ประมาณ 97–98% และลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90% รวมถึงลดความเสี่ยงมะเร็งชนิดอื่นบางประเภทด้วย
ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง ส่วนจำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุและแนวทางการฉีดที่ใช้ เด็กอายุ 9–15 ปีอาจได้รับวัคซีน 1–2 เข็ม ขณะที่ผู้ใหญ่ต้องพิจารณาตามเกณฑ์อายุและคำแนะนำทางการแพทย์ ซึ่งบางกลุ่มอาจต้องฉีด 3 เข็ม จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
นอกจากนี้ การป้องกันยังครอบคลุมถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การลดความเสี่ยงจากการมีคู่นอนหลายคน และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอในผู้หญิงที่เข้าเกณฑ์
หูดหงอนไก่ต่างจากมะเร็งองคชาติ
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุว่า หูดหงอนไก่อาจเริ่มจากตุ่มหรือติ่งเนื้อขนาดเล็กประมาณ 5 มิลลิเมตรถึง 1 เซนติเมตร ก่อนขยายเป็นก้อนที่มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ พบได้บริเวณหัวอวัยวะเพศ หนังหุ้มปลาย ลำอวัยวะเพศ หัวหน่าว และผิวหนังบริเวณที่สัมผัสเชื้อ
การรักษาสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยา การจี้เย็น และการจี้ร้อน ซึ่งโรคอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกหลังการรักษา และหูดหงอนไก่เป็นรอยโรคที่แตกต่างจากมะเร็งองคชาติ หากพบตุ่มหรือแผลผิดปกติที่โตขึ้น ไม่ยุบ หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ไม่ควรสรุปชนิดของโรคจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว
“รักใครให้ชวนป้องกัน” ลดความกังวล สร้างความเข้าใจร่วมกัน
นพ.กฤต หมัดแสละ หัวหน้างานเวชศาสตร์ทั่วไปและเวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า การมีคู่เพียงคนเดียวไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV เพราะเชื้อสามารถแฝงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน และผลตรวจไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าติดเชื้อเมื่อใดหรือจากใคร จึงไม่ควรตีความผลตรวจว่าเป็นหลักฐานของการนอกใจ
สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจความเสี่ยง เปิดใจพูดคุย และชวนกันปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางป้องกัน สามารถเริ่มต้นจากบทสนทนาระหว่างพ่อแม่กับลูก คู่รัก เพื่อน หรือคนใกล้ชิด โดยไม่ทำให้เรื่อง HPV กลายเป็นเรื่องน่ากังวลหรือสร้างความกลัว
ส่วนความกังวลเรื่องการติดเชื้อจากห้องน้ำ แม้เชื้อ HPV สามารถคงอยู่บนพื้นผิวแห้งได้ แต่โอกาสติดเชื้อจากการใช้โถส้วมหรือห้องน้ำถือว่าต่ำมาก เนื่องจากการติดเชื้อเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดและการเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังหรือเยื่อบุ
ดังนั้น การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ HPV จึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกัน ทั้งการเข้าถึงวัคซีน การตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม และการปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนทุกเพศสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนที่รักได้อย่างเหมาะสม







