
น้ำท่วมปราจีนบุรี ปนเปื้อนสารเคมี งดลุยน้ำโดยตรง-ห้ามใช้น้ำธรรมชาติ
กรมอนามัย เตือนภัยน้ำท่วมขังปราจีนบุรี ปนเปื้อนสารเคมีโลหะหนักจากขยะอุตสาหกรรม เสี่ยงก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท แนะงดลุยน้ำโดยตรง ห้ามใช้น้ำธรรมชาติอุปโภคบริโภค พร้อมวิธีป้องกันกลิ่นสารพิษสำหรับคนในพื้นที่
KEY
POINTS
- เกิดน้ำท่วมปนเปื้อนสารเคมีอันตรายและโลหะหนักในพื้นที่ ต.หัวหว้า จ.ปราจีนบุรี ซึ่งคาดว่ามาจากโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม
- กรมอนามัยเตือนประชาชนให้งดการลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง หากจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันและรีบทำความสะอาดร่างกายทันที
- ห้ามนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำบาดาล หรือน้ำท่วมขังมาใช้อุปโภคบริโภคหรือทำการเกษตรจนกว่าจะได้รับการยืนยันความปลอดภัย
- สารเคมีที่ปนเปื้อนมีความเป็นพิษสูง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันและระยะยาว เช่น โรคผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และเป็นสารก่อมะเร็ง
กรมอนามัยเฝ้าระวังมวลน้ำที่มีขยะอุตสาหกรรม ปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมีอันตรายเข้าสู่แหล่งน้ำ ตำบลหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเตือนประชาชนงดลุยน้ำ และดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ
จากสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของสถานประกอบการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หลังพบน้ำท่วมขังส่งกลิ่นเหม็นและมีคราบสีรุ้งลอยบนผิวน้ำ
คาดว่า เป็นมวลน้ำที่ชะล้างจากพื้นที่โรงงานรีไซเคิล คัดแยก หรือฝังกลบกากอุตสาหกรรม ซึ่งสารปนเปื้อนที่มากับน้ำกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงมาก สามารถปนเปื้อนเข้าสู่ระบบน้ำอุปโภค บริโภค ดิน และอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทั้งระยะเฉียบพลันและระยะยาว
สารอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
1. น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วและสารทำละลาย ต้นเหตุคราบสีรุ้งและกลิ่นฉุน มักปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น เบนซิน และโทลูอีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาทส่วนกลาง
2. โลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และโครเมียม จากกากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะสะสมในดิน ระบบน้ำ และห่วงโซ่อาหาร
3. กรด-ด่าง สารเคมีกัดกร่อน ทำอันตรายต่อผิวหนัง ระบบนิเวศทางน้ำ และทำลายพืชผลทางการเกษตร
4. สารอินทรีย์ระเหยง่ายและสารพิษตกค้าง ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตับและไต
ทั้งนี้ กรมอนามัยได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เชิงรุกเพื่อคัดกรองและรักษาโรคเฉียบพลันทันที โดยเฉพาะอาการผิวหนังอักเสบจากสารเคมี และอาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ พร้อมให้การดูแลเป็นพิเศษในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน
1. งดสัมผัสน้ำท่วมขังโดยตรง หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ต้องสวมรองเท้าบูทยางหนา และเมื่อขึ้นจากน้ำให้รีบฟอกสบู่ล้างร่างกายทันที
2. ห้ามนำน้ำธรรมชาติมาใช้ ห้ามนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำบาดาล หรือน้ำท่วมขัง มาใช้อาบ ซักล้าง หรือทำการเกษตร จนกว่าจะมีผลยืนยันความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการ
3. การป้องกันทางเดินหายใจ หากได้กลิ่นสารเคมีฉุน ควรสวมหน้ากากอนามัยชนิดกรองคาร์บอน และอพยพไปอยู่ในพื้นที่อากาศถ่ายเท หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคันแดง ผิวหนังพอง แสบตา เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์ทันที
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมดูแลโรงงาน กรมควบคุมมลพิษ ในการตรวจสอบระดับการปนเปื้อนและมลพิษในแหล่งน้ำ หน่วยงานด้านสาธารณสุข เฝ้าระวังการปนเปื้อนสารพิษในน้ำประปาหรืออุปโภค บริโภค ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ควรจัดเตรียมน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาดแก่ประชาชนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด







