thansettakij
thansettakij
เจาะลึกต้นเหตุ “ตาแห้ง” ภัยเงียบของคนติดจอ พบสถิติคนเอเชียพุ่ง

เจาะลึกต้นเหตุ “ตาแห้ง” ภัยเงียบของคนติดจอ พบสถิติคนเอเชียพุ่ง

09 ก.ย. 69 | 05:16 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 05:16 น.

“บำรุงราษฎร์” ชูนวัตกรรมตรวจเจาะลึก “ตาแห้ง” ชี้เพราะต่อมน้ำมันอุดตัน จากพฤติกรรมจ้องจอนาน คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตาแห้งสูง 52.4% ขณะที่สถิติโลกพบ 1 ใน 3

KEY

POINTS

  • โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความชุกสูงถึง 52.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
  • สาเหตุหลักเกิดจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ทำให้ความถี่ในการกะพริบตาลดลง 50-60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น
  • ต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพน้ำตาที่ผิดปกติและการระเหยเร็ว ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของต่อมน้ำมันที่เปลือกตา (MGD)

คนยุคดิจิทัลเสี่ยง “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง "บำรุงราษฎร์" ระบุ พบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พน้อมยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” ด้วยแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้งภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ

พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต

โดยศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด

“ตาแห้ง” ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ คนจ้องจอก็เสี่ยง

ขณะที่ ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น 

การตรวจตา ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว

ทำความเข้าใจ “ตาแห้ง” ไม่ใช่เพราะ “น้ำตาน้อย”

นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า น้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน

อีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์(Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน 

IDRA เจาะลึกระบบน้ำตา หา “ต้นเหตุ” ก่อนรักษา

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบัน เทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

ทีมผู้บริหารและแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) ส่วนผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP)

อย่างไรก็ตาม โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น