
จับมือยกระดับ 'กัญชา-กระท่อม' สมุนไพรควบคุม สู่ประโยชน์ทางการแพทย์-เศรษฐกิจ
กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ ป.ป.ส. ลงนามบันทึกความเข้าใจเดินหน้าสนับสนุนใช้ประโยชน์จากพืชเสพติด -พืชควบคุมพิเศษ ในทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกควบคู่การป้องกันปัญหายาเสพติดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชู 3 แนวทางเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างสมดุล ปลอดภัย พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ
KEY
POINTS
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ และ ป.ป.ส. ลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากกัญชาและกระท่อมในฐานะสมุนไพรควบคุม
- มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการนำพืชดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการวางมาตรการควบคุมความปลอดภัย
- ความร่วมมือครอบคลุมการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างมาตรฐานตั้งแต่การปลูก การสกัด จนถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพและต่อยอดเชิงพาณิชย์
21 สิงหาคม 2569 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากพืชเสพติด และพืชในการกำกับ ควบคุม ดูแลพิเศษของรัฐในทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และเศรษฐกิจ ในงานมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
พิธีลงนามครั้งนี้มี ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นผู้ลงนามร่วมกัน พร้อมด้วยผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ, นพ.พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์, นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และนายวีระพล ใจจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันสำรวจและควบคุมพืชเสพติด
ความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการนำพืชเสพติดและพืชควบคุม ได้แก่ กระท่อม ช่อดอกกัญชา ตลอดจนฝิ่นและเห็ดขี้ควาย มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทย นวัตกรรมสุขภาพ และระบบบริการสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการควบคุมความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ (การปลูก) กลางน้ำ (การสกัดและแปรรูป) จนถึงปลายน้ำ (การนำไปใช้บำบัดรักษาและเชิงพาณิชย์) โดยอาศัยกรอบกฎหมายสำคัญ อาทิ พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. 2565, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 และ พ.ร.ฎ.กำหนดพื้นที่ทดลองเพาะปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควาย พ.ศ. 2568
ในส่วนกรอบความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก ประกอบด้วย การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ กำหนดมาตรฐานการปลูก การสกัด และผลิตผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร เพื่อยกระดับระบบบริการสาธารณสุขและการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เฝ้าระวังและป้องกัน เน้นการบูรณาการมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุม ป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและความมั่นคงของชาติ สนับสนุนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแหล่งทุน เชื่อมโยงข้อมูล สถิติ และกฎหมาย พร้อมประสานแหล่งทุนวิจัย เพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเวลเนส
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ ให้ความสำคัญกับการนำภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมาต่อยอดด้วยงานวิจัยและวิทยาศาสตร์ การร่วมมือกับ ป.ป.ส. ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการอย่างเป็นระบบ เพื่อนำพืชเสพติดและพืชควบคุมพิเศษมาใช้ประโยชน์อย่างสมดุล ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน ต่อไป
ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเสริมว่า นโยบายยาเสพติดยุคใหม่มุ่งเน้นการสร้าง "ความสมดุล" ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับการเปิดพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดย ป.ป.ส. พร้อมสนับสนุน ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านนโยบายและกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกงานวิจัย, การวางระบบควบคุม เฝ้าระวังป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด และการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย







